วันเสาร์, พฤษภาคม 2, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTสภาฯ เดือด! ไล่ล่า “ไอ้โม่ง” กักตุนพลังงานซ้ำเติมวิกฤติสงคราม  จับพิรุธน้ำมันสำรอง 100 วัน ล่องหน ส่องบทเรียนเพื่อนบ้านเทียบชั้น “สส. ปิ่นโต”

สภาฯ เดือด! ไล่ล่า “ไอ้โม่ง” กักตุนพลังงานซ้ำเติมวิกฤติสงคราม  จับพิรุธน้ำมันสำรอง 100 วัน ล่องหน ส่องบทเรียนเพื่อนบ้านเทียบชั้น “สส. ปิ่นโต”

เผยแพร่

spot_img

วิกฤติการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่เพียงแต่ดันราคาน้ำมันโลกให้พุ่งสูง แต่ยังลุกลามสู่ “ญัตติด่วน” ในสภาผู้แทนราษฎรไทย เมื่อตัวเลขสต็อกน้ำมันสำรอง 100 วันของรัฐบาลสวนทางกับภาวะ “น้ำมันหมด” หน้าปั๊มทั่วประเทศ นำไปสู่การเปิดปฏิบัติการตามหา “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนกำไรบนคราบน้ำตาประชาชน ท่ามกลางภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์ของเหล่าผู้แทนราษฎรที่หันมา “หิ้วปิ่นโต” รับประทานอาหารเองเพื่อสะท้อนวิกฤติค่าครองชีพ ขณะที่บทเรียนจากลาวและเมียนมาชี้ชัดว่า ปัญหาของไทยอาจไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่คือ “ความโปร่งใส” ในการบริหารจัดการสต็อกที่กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก

                              การประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 กลายเป็นเวทีประจันหน้าครั้งสำคัญ เมื่อกรณ์ จาติกวณิช และเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ แท็กทีมฉายภาพความผิดปกติของห่วงโซ่พลังงาน โดยตั้งข้อสังเกตว่าในขณะที่โรงกลั่นรายงานยอดผลิตพุ่งสูงถึง 104% แต่เหตุใดสถานีบริการน้ำมันกว่า 70% กลับแห้งขอด 

                            ข้อมูลนี้เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัวว่ามีการ “แอบซ่อน” น้ำมันไว้ในคลังเพื่อรอจังหวะเก็งกำไรจากราคาส่วนต่าง ส่งผลให้ข้อเสนอเรื่อง “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) หรือภาษีพิเศษที่รัฐบาลเรียกเก็บจาก “กำไรส่วนเกิน” ของบริษัทหรืออุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ภายนอกที่ไม่ได้คาดหมาย (เช่น สงคราม, วิกฤติพลังงาน หรือการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายรัฐ) ซึ่งทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นจนบริษัทได้กำไรมหาศาลโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นยาแรงเพื่อดึงราคาน้ำมันลงทันทีลิตรละ 9 บาท

                           แม้ฝ่ายรัฐบาลจะยืนยันว่าไม่มีการกักตุน โดยอ้างว่าความต้องการใช้พุ่งสูงขึ้นจนการกระจายเป็นคอขวด แต่ปมปริศนาเรื่อง “น้ำมันสำรอง 100 วัน” ยังคงเป็นคำถามคาใจประชาชน หากมีของจริงเหตุใดจึงไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลแบบ Real-time ให้โปร่งใส? การที่ราคาหน้าปั๊มถูกคุมไว้ต่ำแต่ราคาค้าส่งพุ่งสูง ได้กลายเป็นแรงจูงใจชั้นดีให้กลุ่มทุนเลือกเก็บน้ำมันไว้ในมือ มากกว่าจะปล่อยสู่ระบบแฟรนไชส์ปกติ นี่คือช่องว่างที่ “ไอ้โม่ง” ใช้แสวงหาประโยชน์ในยามที่บ้านเมืองหน้าสิ่วหน้าขวาน

                          ในวันเดียวกันนั้น สื่อมวลชนต่างบันทึกภาพประวัติศาสตร์เมื่อบรรดาสมาชิกสภาฯ รวมถึงนายกรัฐมนตรี ต่างพร้อมใจกันนำอาหารส่วนตัวมารับประทานเองที่รัฐสภา ถึงกับเดินหิ้วปิ่นโต แม้จะถูกมองว่าเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์เพื่อลดทอนกระแสวิจารณ์เรื่องงบประมาณอาหารเลี้ยง สส. ในยามที่ประชาชนลำบาก แต่ในอีกแง่หนึ่งก็นับเป็นบทพิสูจน์ว่า แม้แต่ผู้กุมอำนาจรัฐเองก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความฝืดเคืองของเศรษฐกิจที่ลามเข้าสู่รั้วสภาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

                          เมื่อหันไปมองเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว และ เมียนมา จะพบสัจธรรมที่น่าสนใจท่ามกลางวิกฤติพลังงาน แม้ทั้งสองประเทศจะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่พุ่งสูงกว่าไทย (ดีเซลในลาวเฉลี่ย 34-36 บาท/ลิตร และเมียนมาที่ผันผวนตามค่าเงิน) แต่รัฐบาลของพวกเขากลับใช้วิธีควบคุมการกระจายน้ำมันอย่างเข้มงวดและเปิดเผย โดยมีการจัดลำดับความสำคัญให้ภาคการผลิตและการขนส่งสินค้าเป็นอันดับแรกเพื่อป้องกันของขาดตลาด ต่างจากไทยที่พยายามใช้กองทุนน้ำมันตรึงราคาจนติดลบกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ดูเหมือนราคาถูก แต่กลับปล่อยให้เกิดสุญญากาศในสต็อกสินค้าจนเกิด “น้ำมันล่องหน” หน้าปั๊ม และทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับภาวะ ตกตะลึงพรึงเพริด ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว “น้ำมันถูกที่ไม่มีของขาย” อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจรุนแรงกว่า “น้ำมันแพงที่มีของพร้อม”

                         วิกฤติพลังงานครั้งนี้ยังสะท้อนความเปราะบางลามไปถึง “ความมั่นคงทางยา” ที่เริ่มมีการจำกัดโควตาการจ่ายยาในสถานพยาบาลภายใต้ชื่อมาตรการป้องกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งเรื่องน้ำมันและยาล้วนมีรากเหง้าเดียวกัน คือการบริหารจัดการข้อมูลที่ไม่โปร่งใสและการสื่อสารที่ล้มเหลว หากรัฐบาลยังนิ่งเฉยต่อพิรุธในคลังสำรอง ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกครหาว่ารู้เห็นเป็นใจกับกลุ่มผลประโยชน์ และผลลัพธ์ของความนิ่งเฉยอาจหมายถึงความล่มสลายของเสถียรภาพทางการเมืองที่ไม่อาจกู้คืนได้

                         บทเรียนจากวิกฤติพลังงานและน้ำมันที่ผันผวนจนเป็นภาระหนักในวันนี้ ควรเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่าการ “ตั้งรับ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อภาวะสุ่มเสี่ยงที่กำลังลามสู่ระบบปัจจัยสี่ของประชาชน เมื่อสัญญาณการกักตุนเริ่มปรากฏชัด ภาครัฐจึงไม่ควรรอให้วิกฤติความมั่นคงนี้ซ้ำรอยปริศนาน้ำมันล่องหน เพราะในขณะที่น้ำมันแพงเรายังพอเลือก   “หิ้วปิ่นโต”  หรือลดการเดินทางได้ แต่หากระบบธรรมาภิบาลพื้นฐานพังทลายจนประชาชนไร้ที่พึ่งพิง ประชาชนย่อมไร้สิ้นหนทางที่จะก้าวเดินต่อ การเร่งทำลายวงจร  “ไอ้โม่ง“  และสร้างความโปร่งใสเชิงรุกจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่มิอาจรอเวลาได้ เพราะในวันที่ความอดทนของราษฎรขาดผึงลง ต่อให้มีงบประมาณมหาศาลเพียงใด ก็ไม่อาจแลกคืนศรัทธาที่สูญเสียไปเพราะความล่าช้าในการเตรียมการได้ทันท่วงที

2569-03-26   ผู้เขียน  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

เก้าอี้สั่นคลอน! ‘สุริยะ’ ส่อแววปลิว รมว.เกษตรฯ หลังอธิบดีฝนหลวงฯ แฉหมดเปลือก 

มีคำสั่งด่วนเด้งอธิบดีกรมฝนหลวงฯ พ้นเก้าอี้แบบสายฟ้าแลบ อธิบดีจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกพร้อมแฉเบื้องหลังว่าโดนกดดันอย่างหนัก เพราะไม่ยอมเซ็นอนุมัติงบซ่อมบำรุงเครื่องบินปี 2570 ให้กับ "หลาน รมต."

ลิซ่า เดิมพันครั้งใหญ่ของ ฟีฟ่า

องค์กรจัดการลิขสิทธิ์เพลง (PRO) เพียงแห่งเดียวในสหรัฐอเมริกา ประกาศรายชื่อศิลปิน ที่จะแสดงใน ฟุตบอลโลก 2026 LISA นางฟ้าตัวน้อยจากประเทศไทย ลิซ่า ไม่ได้เดินตามเกมของใคร ลิซ่า กำลังสร้างเกมของตัวเอง กับมหาอำนาจกีฬาโลก

ใบไม้หนึ่งใบ กับสุนัขที่เข้าใจ “การแลกเปลี่ยน” เหมือนมนุษย์

เป็นสุนัขจรที่เจ้าหน้าที่ช่วยกันดูแล มันใช้ชีวิตปะปนกับนักเรียน เห็นกิจวัตรเดิมทุกวัน—การต่อแถว การยื่นเงิน การรับของตอบแทน ภาพเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็น “ข้อมูล” ที่มันสะสมโดยไม่ต้องมีใครบอก

ตระกูล “จุฬางกูร” กับ “จึงรุ่งเรืองกิจ” 

ตระกูล "จุฬางกูร" กับ "จึงรุ่งเรืองกิจ" เป็น 2 ตระกูลที่แตกกอมาจากรากเดียวกัน โดยต้นตระกูลเป็นทายาทของ "ฮั้งฮ้อ แซ่จึง" ซึ่งต้นตระกูล "จุฬางกูร" คือ "สรรเสริญ จุฬางกูร"

ข่าวอื่นๆ

ถอดรหัสฟ้าผ่า! “อธิบดีฝนหลวง” ลาออก  ทิ้งทวนศักดิ์ศรีข้าราชการ !

เปิดปูมฝูงบิน 77 ลำ กับงบประมาณปี 69 กว่า 2.7 พันล้าน เมื่อข้าราชการมืออาชีพถูกบีบให้เลือกระหว่าง "นโยบาย" หรือ "ความถูกต้อง"

ไทยจูงมือ “สิงคโปร์ ลงเรือ  “แลนด์บริดจ์”   พลิกกระดานภูมิรัฐศาสตร์

มีการเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับ นายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีจากสิงคโปร์ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ป้าย  20 ล้าน ? สีน้ำเงิน ที่สนามบินบุรีรัมย์ยกระดับอินเตอร์ หรือ ปรับสีเพื่อ “ใคร ?“

เปิดเบื้องหลังงบประมาณกรมท่าอากาศยาน ท่ามกลางกระแสวิจารณ์สนั่นโซเชียล เมื่อ “อัตลักษณ์ภาครัฐ” กับ “เฉดสีที่คุ้นตา” พาดทับกันจนเป็นประเด็น