วันจันทร์, มกราคม 19, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHT"สันติภาพ" ชายแดนไทย-กัมพูชา

“สันติภาพ” ชายแดนไทย-กัมพูชา

เผยแพร่

spot_img

 ข้อตกลงประวัติศาสตร์ภายใต้สายตาจับจ้องของนานาชาติ

                                เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568   ณ กัวลาลัมเปอร์,  มาเลเซีย ได้มีการลงนามในถ้อยแถลงร่วมระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา  เพื่อยุติความตึงเครียดและฟื้นฟูความสัมพันธ์ตามแนวชายแดน 

                                ย่อมถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการคลี่คลายข้อพิพาทที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ภายใต้การเป็นสักขีพยานของผู้นำระดับโลกอย่าง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ นายดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย 

                              สาระสำคัญของข้อตกลงนี้มุ่งเน้นการถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดน การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การจัดตั้งกลไกผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เพื่อกำกับการหยุดยิง และการแก้ไขปัญหาเขตแดนผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่โดยสันติ ซึ่งนับเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการก้าวข้ามความขัดแย้งในอดีตสู่บทใหม่ของความร่วมมือ

                              ถ้อยแถลงร่วมดังกล่าวได้กำหนดขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและมีกรอบเวลาชัดเจน รวมถึงการลดความตึงเครียดทางการทหารและการยุติการเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่อาจบั่นทอนความสัมพันธ์ 

                            ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธีและเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมตกลงที่จะดำเนินการปล่อยเชลยศึกโดยพลันตามเจตนารมณ์ของไทยในการสร้างความเชื่อมั่น 

                            นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยได้แสดงความกังวลมาโดยตลอด รวมถึงกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 

                            อย่างไรก็ตาม บทบาทของประธานาธิบดีทรัมป์ในการเป็น “ผู้เสริมสร้างการฟื้นฟูความสัมพันธ์” ได้ถูกระบุอย่างชัดเจนในถ้อยแถลง ซึ่งทำให้เกิดคำถามในเชิงวิเคราะห์ถึงเบื้องหลังและผลประโยชน์ที่ซ่อนเร้นที่อาจเป็นแรงผลักดันให้กัมพูชายอมตกลงในข้อปฏิบัติที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

                           การตัดสินใจของกัมพูชาในการลงนามในข้อตกลงที่มีพันธะผูกพันและต้องมีการกำกับดูแลโดยทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) สวนทางกับภาพลักษณ์ทางการทูตที่เคยแสดงความแข็งกร้าวและปฏิเสธความรับผิดชอบในหลายกรณีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการตอบโต้ต่อความหวังดีของไทยในการให้ความช่วยเหลือปราบปรามแก๊งสะแกมเมอร์เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่กัมพูชาเลือกที่จะยอกย้อนให้ไทยจัดการปัญหาภายในประเทศตนเองก่อน

                             การเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลันนี้ นำไปสู่การวิเคราะห์ว่า กัมพูชาอาจมี “ดีลลับ” ทางการทูตที่ได้รับรองจากผู้นำที่มีอิทธิพลในระดับโลก อย่างเช่น นายทรัมป์ เพื่อให้สามารถ “ลงจากหลังเสือ” หรือคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดโดยไม่เสียหน้าทางการเมือง หรืออาจมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือความมั่นคงอื่น ๆ แลกเปลี่ยนเป็นการรับรองในเวทีโลก ดังนั้น ประชาคมโลกจึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า การประกาศเจตนารมณ์นี้จะเป็นเพียง “การแสดงละครทางการเมือง” เพื่อซื้อเวลา หรือจะเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่สันติภาพที่แท้จริง

                            แม้ว่าการลงนามในถ้อยแถลงสันติภาพร่วมไทย-กัมพูชาในครั้งนี้จะเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่อาจนำมาซึ่งเสถียรภาพและความร่วมมือในภูมิภาค แต่ความเชื่อมั่นที่นานาชาติมีต่อการรักษาคำมั่นสัญญาของกัมพูชายังคงเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่ นานาชาติกำลังตั้งตารอชมว่า ละครสันติภาพครั้งใหม่นี้ กัมพูชาจะสามารถ “แสดงได้ดี” และรักษาฉากให้เป็นไปตามบทที่ตกลงกันไว้ได้นานเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับการถอนอาวุธ การเก็บกู้ระเบิด และการยุติการกล่าวหาที่เป็นการบ่อนทำลายความสัมพันธ์ 

                               การมี AOT และผู้นำระดับโลกเป็นพยาน แม้จะเพิ่มความน่าเชื่อถือ แต่สุดท้ายแล้ว การกระทำเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์เจตนาที่แท้จริงของรัฐบาลพนมเปญต่อการเป็นหุ้นส่วนที่น่าไว้วางใจในประชาคมอาเซียนและระดับโลก

ข่าวล่าสุด

ประชาธิปไตย “แพงขึ้น” ทุกครั้งที่เข้าคูหา “เลือกตั้ง” “ประชามติ” ใช้งบภาษีเกือบ 9,000 ล้าน 

การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควบคู่กับการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการทางการเมืองตามปกติ หากแต่เป็น “การลงทุนของรัฐ” ที่ใช้เงินภาษีประชาชนในระดับสูงถึง 8,978,267,690 บาท

เหนือฟ้ายังมีฟ้า: เมื่อ Starlink เจอ “ของจริง” จากรัสเซีย-จีน ในสมรภูมิ อิหร่าน!

สงครามปี 2026 ไม่ได้สู้กันด้วยจำนวนรถถัง แต่สู้กันด้วย "คลื่นล่องหน" บนชั้นบรรยากาศ เมื่ออเมริกาพยายามใช้ Starlink เป็นไพ่ตายส่งเน็ตทะลวงการปิดกั้นสื่อในอิหร่าน เพื่อหนุนการประท้วงใหญ่หวังเดินเกมรุกแบบ Soft Power

โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมตั้งองค์กรนานาชาติใหม่ชื่อ “บอร์ดสันติภาพ”

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งองค์กรนานาชาติใหม่ ประเทศต่างๆที่อยากมีสถานะถาวรใน "บอร์ดสันติภาพ" ต้องจ่ายเงินอุดหนุนอย่างน้อย 1,000 ล้านดอลลาร์ เชื่อตั้งขึ้นมาเพื่อทดแทนสหประชาชาติ

ในย่านเก่าแก่ของสิงคโปร์ กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบ ๆ

การเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบ ๆ ด้านความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืน ผ่านตู้ล็อกเกอร์อาหารเคลื่อนที่ที่บรรจุอาหาร และเป็นตู้ที่ควบคุมอุณหภูมิ โดยถูกติดตั้งไว้ตามจุดสาธารณะที่เข้าถึงได้ง่าย

ข่าวอื่นๆ

ประชาธิปไตย “แพงขึ้น” ทุกครั้งที่เข้าคูหา “เลือกตั้ง” “ประชามติ” ใช้งบภาษีเกือบ 9,000 ล้าน 

การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควบคู่กับการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการทางการเมืองตามปกติ หากแต่เป็น “การลงทุนของรัฐ” ที่ใช้เงินภาษีประชาชนในระดับสูงถึง 8,978,267,690 บาท

ทรัมป์ ระงับวีซ่า  75 ประเทศ ? ไทย ติดโผ…สะท้อนอะไรบ้าง… !

การประกาศของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องการ “ระงับการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพ” จาก 75 ประเทศ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนในเวทีโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีชื่ออยู่ในรายชื่อดังกล่าว

“ตึก สตง.” “สีคิ้ว” “พระราม 2”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญเหตุโศกนาฏกรรมจากโครงการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานของรัฐอย่างต่อเนื่อง