หน้าแรกINSIDE - INSIGHTอนุทินแข็งกร้าว! สั่งระงับสันติภาพไทย-กัมพูชา ปิดด่าน 100%

อนุทินแข็งกร้าว! สั่งระงับสันติภาพไทย-กัมพูชา ปิดด่าน 100%

เผยแพร่

spot_img

หลังทหารเหยียบทุ่นระเบิดซ้ำ ชี้ความเป็นปรปักษ์ยังไม่สิ้นสุด ส่อขัดอนุสัญญาเจนีวา

                          ท่าทีแข็งกร้าวที่สุดในรอบปี ถูกประกาศโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยในวันนี้ โดยมีการสั่งระงับ “ปฏิญญาสันติภาพ” ร่วมกับกัมพูชาทันที พร้อมทั้งสั่งปิดด่านชายแดนทุกจุด 100% หลังเกิดเหตุการณ์ทหารไทยสังกัดกองทัพภาคที่ 2 เหยียบทุ่นระเบิดซ้ำบริเวณชายแดนจังหวัดศรีสะเกษจนได้รับบาดเจ็บเป็นครั้งที่ 7 ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ทวิภาคีกำลังก้าวไปสู่การปรองดอง 

                            นายกฯ ประกาศชัด “ความเป็นปฏิปักษ์ยังไม่ลดลง” ทำให้กระบวนการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 นาย ต้องถูก “ระงับอย่างไม่มีกำหนด” ท่าทีนี้ได้นำหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการปฏิบัติต่อเชลยศึกมาเป็นเกราะป้องกันการตัดสินใจ

                            นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงเหตุการณ์ทหารไทยบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด ที่เชื่อว่าเป็นของกัมพูชาที่จงใจวางไว้ตามจุดต่าง ๆ โดยชี้ว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการยืนยันว่า “การเป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงของชาติยังไม่ได้ลดลง

                          “สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้การเป็นปฏิปักษ์ที่เราคิดว่าจะลดลงไปต่อความมั่นคงของชาตินั้นไม่ได้ลดลง เมื่อไม่ได้ลดเราก็ดำเนินการอะไรที่นอกเหนือจากนี้ไม่ได้” นายอนุทินกล่าวพร้อมระบุว่าได้แจ้งไปยังกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศแล้วว่า “ต้องทำตามสิ่งที่ประเทศไทยต้องการเท่านั้น”

                             นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลถือว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ การดำเนินการตามข้อตกลง “Joint Declaration” ที่ดำเนินมาแล้วกว่าหนึ่งสัปดาห์จึงต้อง หยุดชะงักไปก่อน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีการอ่อนข้อใด ๆ ทั้งสิ้น และยังเสริมว่า ด่านชายแดนทุกด่านมีคำสั่งให้ปิด 100% ในวันเดียวกันนี้

                               การตัดสินใจดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการส่งตัว 18 เชลยศึกชาวกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวไว้ตั้งแต่ “สงคราม 5 วัน” เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยโฆษกฯ ยืนยันว่า “เรื่องนี้ก็ต้องหยุดไปก่อนเช่นกัน”

                             ใน “อนุสัญญาเจนีวา” ฉบับที่ 3 ค.ศ. 1949 ว่าด้วยเชลยศึก มาตรา 118   ระบุไว้ว่า “เชลยศึกจะได้รับการปล่อยตัวและส่งตัวกลับประเทศโดยไม่ชักช้า หลังจากการยุติการสู้รบอย่างแท้จริง“(Cessation of Active Hostilities)

                  การที่ทหารไทยยังคงถูกโจมตีด้วยทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่องและเจตนาวางกับดัก เป็นหลักฐานที่แข็งแกร่งว่า “การยุติการสู้รบอย่างแท้จริง” ตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญายัง ไม่เกิดขึ้น หรือได้ถูกกัมพูชาละเมิดและทำให้การสู้รบปะทุขึ้นใหม่ 

                 การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีไทยจึงสอดคล้องกับหลักการนี้โดยชอบธรรม ซึ่งทำให้รัฐบาลไทยมีสิทธิ์โดยสมบูรณ์ที่จะระงับการปล่อยตัวเชลยศึกไว้ก่อน จนกว่าจะมีการ “เคลียร์เรื่องการเหยียบทุ่นระเบิด” และพิสูจน์เจตนาอันเป็นมิตรของกัมพูชาได้

แม้ว่าแต่เดิมนั้น ไทยอาจปล่อยตัวเชลยศึกโดยมีเงื่อนไข 4 ข้อที่กัมพูชาต้องปฏิบัติก่อน แต่พฤติการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงการขาดความจริงใจในการปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านั้น

              ไทยต้องแสดงท่าทีชัดเจนด้วยการประท้วงตามหลักกฏหมายระหว่างประเทศต่อกัมพูชา กำหนดเงื่อนไขการพิสูจน์การยุติการสู้รบ ให้กัมพูชาต้องดำเนินการตามมาตรการที่ นานาชาติสามารถตรวจสอบได้จริง  และการให้คำมั่นอย่างเป็นทางการที่น่าเชื่อถือว่าจะไม่เกิดการรุกรานใด ๆ อีก

               ไทยต้องส่งสัญญาณทุกช่องทางถึงนานาชาติและกลุ่มผู้สังเกตการณ์ (AOT) อย่างชัดเจน ให้เห็นถึงพฤติการณ์อันน่ารังเกียจที่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  พร้อมทั้งสื่อสารประชาสัมพันธ์ถึงการรับรู้อย่างกว้างขวางในโอกาสแรก

                        การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ 

เป็นการยืนยันความชอบธรรมระดับสากล  ภายใต้หลักการที่ว่า “สันติภาพที่แท้จริงต้องมาก่อนพันธกรณีใด ๆ”

         หากรัฐบาลกัมพูชายังคงพยายามซ่อน “ความเป็นปฏิปักษ์” ไว้ใต้ “ปฏิญญาสันติภาพ” เช่นนี้ ก็คงต้องให้เวลาเชลยศึกทั้ง 18 นาย ได้เพลิดเพลินกับ “ชีวิตที่ดีกว่าและอาหารที่อุดมสมบูรณ์” ในฐานะแขกของประเทศไทยต่อไป จนกว่ากัมพูชาจะพร้อมแสดง “ความจริงใจ” ที่จับต้องได้มากกว่าแค่การเซ็นสัญญาบนแผ่นกระดาษ

ข่าวล่าสุด

ทรงพระเจริญ ยาเม็ดละแค่หลักบาท!

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ พระราชทานยา "อิมครานิบ 100" จำนวน 690,000 เม็ด ให้ สปสช. เพื่อกระจายถึงมือผู้ป่วยบัตรทองที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง (CML) และมะเร็ง GIST ทั่วประเทศ

ถอดบทเรียนไวรัส ”ฮันตา“   ความท้าทายใหม่…บนเส้นทางสัญจรโลก

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากกรณีเรือสำราญ MV Hondius ที่พบผู้เสียชีวิตและติดเชื้อไวรัสฮันตา สายพันธุ์แอนดีส (Andes Virus)

วันนี้ “พระราชพิธีพืชมงคล ฯ” 13 พฤษภาคม 2569

สำนักพระราชวังเผยกำหนดการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 12-13 พฤษภาคม ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

มอบรางวัล”เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์”ประจำปี 2569 เชิดชูเกียรติ 3 นักหนังสือพิมพ์อาวุโส

สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบรางวัล”เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์”ประจำปี 2569 เชิดชูเกียรติ 3 นักหนังสือพิมพ์อาวุโส “ระวิ โหลทอง-ชัยราชวัตร-ผุสดี คีตวรนาฏ” ผู้มีคุณูปการแก่วงการหนังสือพิมพ์ และเป็นแบบอย่างที่ดีต่อวิชาชีพสื่อมวลชน พร้อมมอบรางวัลองค์กรและบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา...

ข่าวอื่นๆ

ถอดบทเรียนไวรัส ”ฮันตา“   ความท้าทายใหม่…บนเส้นทางสัญจรโลก

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากกรณีเรือสำราญ MV Hondius ที่พบผู้เสียชีวิตและติดเชื้อไวรัสฮันตา สายพันธุ์แอนดีส (Andes Virus)

วันนี้ “พระราชพิธีพืชมงคล ฯ” 13 พฤษภาคม 2569

สำนักพระราชวังเผยกำหนดการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 12-13 พฤษภาคม ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

อภินิหาร ? “พระเครื่อง” ในกำมือ “เซียน”  ปมพิพาทราคาบนศรัทธาประชาชน

ปฐมเหตุแห่งความขัดแย้งในวงการพระเครื่องที่ปรากฏเป็นคดีความในขณะนี้ มิได้เป็นเพียงการผิดนัดชำระหนี้ในเชิงธุรกิจ แต่คือการปะทะกันระหว่าง "ค่านิยมทางศรัทธา" กับ "กลไกราคา" ที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยปราศจากหน่วยงานกำกับดูแล