วันพฤหัสบดี, เมษายน 16, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTอาณัติประชามติ 20 ล้านเสียง  กำแพงเหล็กประชาชน หรือแค่ทางผ่านนิติสงคราม?

อาณัติประชามติ 20 ล้านเสียง  กำแพงเหล็กประชาชน หรือแค่ทางผ่านนิติสงคราม?

เผยแพร่

spot_img

  เมื่อเสียงสวรรค์ปะทะค่ายกลกฎหมาย วัดใจ “สว.-พลังประชารัฐ” จะขวางหรือจะข้าม?

                               ผลประชามติอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่คนไทยเกือบ 20 ล้านคนเทคะแนนเห็นชอบให้ “รื้อใหญ่” รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กลายเป็นอาณัติใหม่ที่สั่นคลอนโครงสร้างอำนาจเดิม ทว่าท่ามกลางการเฉลิมฉลอง “นิติสงคราม” รอบใหม่กำลังก่อตัวขึ้นที่หัวบันไดศาลรัฐธรรมนูญ

                               20 ล้านเสียงอาจเป็น “กำแพงเหล็ก” ที่ทรงพลังที่สุดในเชิงรัฐศาสตร์ แต่ในทางนิติศาสตร์ไทย เสียงประชาชนมักจะพ่ายแพ้ให้กับ “เทคนิคการตีความ” ที่แยบยลเพียงไม่กี่บรรทัด

ปฐมบทแห่งอาณัติ   จากคูหาประชามติสู่เงื่อนไขทางกฎหมาย

                                ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น หลังการลงคะแนนครั้งประวัติศาสตร์ที่มีผู้เห็นชอบทะลุเกือบ 20 ล้านคน ตามพุทธปัญญาแห่งกฎหมายประชามติและรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เมื่อผ่านประชามติแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือคณะรัฐมนตรีต้องเร่งเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภา เพื่อเปิดทางให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” (สสร.) เข้ามาทำหน้าที่ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ (ยกเว้นหมวด 1 และ 2)

                                นี่คือเส้นทางบังคับที่ “ฝ่ายบริหาร” และ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ต้องปฏิบัติเพื่อสนองรับเจตนารมณ์สูงสุดของเจ้าของอำนาจอธิปไตย

 กำแพงเหล็กประชาชน VS กองทัพนิติสงคราม

                               ในทางรัฐศาสตร์ 20 ล้านเสียงคือ “กำแพงเหล็ก” ที่สร้างความชอบธรรมให้พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนอย่างมหาศาล หากวุฒิสภา (สว.) หรือฝ่ายอนุรักษนิยมยังคงใช้สูตรเดิมคือการ “ดึงเช็ง” หรือโหวตคว่ำในวาระรับหลักการ จะเท่ากับเป็นการประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์กับความต้องการของมหาชนโดยตรง ซึ่งความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสภา แต่อาจนำไปสู่ “วิกฤตศรัทธา” และการเมืองบนท้องถนนที่รุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยปรากฏ

ค่ายกลพลังประชารัฐ  รหัสลับ กับเขตหวงห้าม

                                 อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดจาก “ไพบูลย์ นิติตะวัน” แห่งพรรคพลังประชารัฐ ได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงการ “เปลี่ยนสนามรบ” จากคูหาเลือกตั้งไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยยกประเด็น “ความมั่นคงของสถาบันหลัก” มาเป็นโล่ป้องกัน ยุทธศาสตร์ที่ต้องระวังคือการยื่นคำร้องว่าการร่างใหม่ “ทั้งฉบับ” อาจเป็นการล้มล้างการปกครอง นี่คือ “ไม้ตาย” เดิมที่ถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อสร้าง “ทางตัน” ทางกฎหมายให้กับการตั้ง สสร.

 จุดเปราะบางในสภา สงครามแย่งชิง “สัดส่วน สสร.”

                                    หากสามารถฝ่าด่านนิติสงครามไปได้ ศึกต่อไปที่รอนักการเมืองอยู่คือ “ที่มาของ สสร.” ซึ่งเป็นจุดเปราะบางที่สุด ฝั่งประชาชนต้องการการเลือกตั้ง 100% เพื่อความยึดโยงกับประชาชน แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมต้องการสูตร “ผสม” เพื่อดึงผู้ทรงคุณวุฒิที่ตนไว้ใจเข้ามาคานอำนาจ หากการเจรจาในชั้นกรรมาธิการล้มเหลว กระบวนการแก้ไขที่ดูเหมือนจะราบรื่นจากประชามติ ก็อาจจะไปสะดุดหยุดลงที่ขั้นตอนปลีกย่อยเหล่านี้ จนกลายเป็นการ “เตะถ่วง” เวลาออกไปอย่างไม่มีกำหนด

 คาดการณ์สถานการณ์  เมื่อฟันเฟืองอำนาจเริ่มขัดกันเอง

                                  ลำดับต่อไปที่เราจะได้เห็นคือ การประลองกำลังระหว่าง “รัฐบาลบาลที่กุมอาณัติ” กับ “องค์กรอิสระที่กุมอำนาจตีความ” คาดหมายว่าฝ่ายอนุรักษนิยมจะเดินเกมคู่ขนาน ทั้งการสร้างเงื่อนไขในชั้นกรรมาธิการและการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อชะลอกระบวนการ หาก กกต. และศาลฯ ขยับเร็วเกินไปก่อนที่สภาจะเริ่มลงมือ จะถือเป็นการส่งสัญญาณบดขยี้เสียง 20 ล้านเสียงอย่างไม่ไว้หน้า และนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของสุญญากาศทางการเมืองครั้งใหม่

 รัฐธรรมนูญไทย – แก้ง่ายเหมือนปลอกกล้วย (ถ้าเขาอนุญาต)

                                 ในท้ายที่สุด การจะแก้รัฐธรรมนูญไทยนั้นว่ากันว่า “ยากยิ่งกว่าการเข็นครกขึ้นภูเขา” แต่บางครั้งก็ “ง่ายเหมือนปอกล้วยเข้าปาก” ถ้าผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจลงตัว 20 ล้านเสียงอาจจะเป็นเพียง “ตัวเลขสถิติ” ในกระดาษที่ถูกวางไว้บนหิ้งตราบเท่าที่ “ผู้อนุญาต” ยังไม่พยักหน้า เพราะในประเทศนี้ กฎหมายไม่ได้เขียนด้วยน้ำหมึกของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่เขียนด้วยปลายปากกาของคนที่อ้างว่า “รู้ดีกว่าประชาชน” ว่าบ้านเมืองควรไปทางไหน

                                เมื่อประชาชนกว่า 20 ล้านคนร่วมกันมอบ “กุญแจอาณัติ”  ดอกสำคัญไว้ในมือรัฐบาลใหม่แล้ว หน้าที่เดียวที่ท่านต้องทำคือการรีบเดินไปไขประตูสภาเพื่อเปิดทางให้มี สสร. โดยเร็วที่สุด อย่ามัวแต่ถือกุญแจไว้ชื่นชมจนลืมเวลา เพราะในทางการเมืองนั้น หากท่านไม่รีบไขประตูเปิดรับเจตนารมณ์มหาชน ประตูดอกเดิมนี้เองอาจถูกล็อกตายด้วยเทคนิคทางกฎหมายที่ท่านคาดไม่ถึง ความตั้งใจที่ล่าช้ามีค่าเท่ากับความพยายามที่จะเพิกเฉย และโปรดระวังว่าหากเจ้าของกุญแจเขาเห็นว่าท่านเอาแต่ถือไว้แต่ไม่ยอมไขเสียที เขาอาจจะทวงคืนกุญแจดอกนี้ด้วยวิธีที่รัฐบาลไม่อยากเห็นที่สุด

2569-02-22  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

สงกรานต์ 2569 เมื่อ “ดีเซล 44 บาท” ทำงานแทนรัฐบาล

วิกฤตการณ์พลังงานที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 44.40 บาทต่อลิตรในช่วงสงกรานต์ปี 2569 กลายเป็นกลไกจำกัดการเดินทางที่ส่งผลรุนแรงยิ่งกว่าการรณรงค์ใดๆ ของภาครัฐ

อิหร่านขู่ปิดตาย “ทะเลแดง” โต้กลับสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรือ

ผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารร่วมของอิหร่านออกมาเตือนว่า อิหร่านจะทำการสกัดกั้นการส่งออกและนำเข้าอย่างสมบูรณ์ครอบคลุมทั้งภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf), ทะเลโอมาน (Sea of Oman) และทะเลแดง

มีภาพหนึ่ง…เงียบ ๆ แต่ “ทรงพลัง” ยิ่งกว่าสิ่งใด

ป้ายเล็กๆ ในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในอิหร่าน เขียนด้วยลายมือธรรมดา Take What You Need,Pay after War. “หยิบสิ่งที่คุณต้องการไปก่อน แล้วค่อยจ่ายหลังสงคราม”

The AI Layoff Trap หรือ กับดักการปลดพนักงานด้วย AI

Brett Hemenway Falk และ Gerry Tsoukalas ได้ใช้คณิตศาสตร์มาพิสูจน์ความจริงที่น่าขนลุก พวกเขาค้นพบว่าบริษัทที่กำลังนำ AI มาแทนที่มนุษย์นั้น แท้จริงแล้วกำลังผลักดันระบบเศรษฐกิจไปสู่ความพินาศ

ข่าวอื่นๆ

สงกรานต์ 2569 เมื่อ “ดีเซล 44 บาท” ทำงานแทนรัฐบาล

วิกฤตการณ์พลังงานที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 44.40 บาทต่อลิตรในช่วงสงกรานต์ปี 2569 กลายเป็นกลไกจำกัดการเดินทางที่ส่งผลรุนแรงยิ่งกว่าการรณรงค์ใดๆ ของภาครัฐ

“ฟรีวีซ่า 93 ประเทศ ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น แต่ความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติท้าทายระบบคัดกรอง”

“สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime ) และ INTERPOL เริ่มสะท้อนแนวโน้มที่ต้องจับตา โดยระบุว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ มีการปรับรูปแบบและเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการไปยังประเทศที่มีมาตรการเข้าเมืองผ่อนคลายมากขึ้น

จาก One Bangkok ถึง Dusit Central Park ไทยประกาศศักดามหาอำนาจไลฟ์สไตล์โลก

การเกิดขึ้นของอภิมหาโครงการอย่าง One Bangkok และการกลับมาของ Dusit Central Park ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีก แต่คือการประกาศชัดว่ากรุงเทพฯ ได้วิวัฒนาการสู่ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่นานาชาติยอมรับในเชิงรสนิยม