วันเสาร์, พฤษภาคม 2, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTเปิดคัมภีร์ “ล้ง” จากนายอากรโรงสีสู่มาเฟียนอมินี

เปิดคัมภีร์ “ล้ง” จากนายอากรโรงสีสู่มาเฟียนอมินี

เผยแพร่

spot_img

บทเรียน 100 ปีที่ไทยยังพ่ายทางทุน

ชำแหละอาณาจักร 2569 กินรวบทุเรียน-มะพร้าว ยันพืชไร่ ตีแผ่กลไก “พนักงานรัฐดีเด่น” ที่ทำให้ไทยพ่ายทั้งระบบ

                            วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมและทุเรียนที่ตกต่ำไม่ใช่เพียงกลไกตลาด แต่คือผลพวงของประวัติศาสตร์การผูกขาดที่ฝังรากมานานกว่าศตวรรษ ข้อมูลจากการสืบสวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI และรายงานตรวจสอบนอมินีของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD  ชี้ชัดว่าทุนต่างชาติได้แผ่ขยายอิทธิพลกินรวบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ไม่เว้นแม้แต่พืชเศรษฐกิจตัวรองอย่างส้มโอและกล้วยหอมทอง ขณะที่รายงานจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เริ่มตรวจพบความเชื่อมโยงของเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มที่ “เปิดทาง” ให้ทุนเหล่านี้สวมสิทธิ์ จนอธิปไตยทางอาหารของไทยเข้าขั้นวิกฤต

                              คำว่า “ล้ง” มีที่มาจากภาษาจีนแต้จิ๋ว หมายถึงโรงสีหรือโกดัง   ให้ย้อนไปในสมัย ร.3 และ ร.4 ล้งไทยยุคแรกคือกลุ่มชาวจีนอพยพที่ได้รับสัมปทานเป็น “นายอากร” เก็บภาษีข้าวและน้ำตาลให้หลวง 

                            สาเหตุที่คนไทยในยุคนั้นไม่ตั้งล้งเอง เพราะระบบไพร่ที่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานทำให้ขาดความต่อเนื่องทางธุรกิจ ผิดกับชาวจีนที่เป็นคนนอกระบบจึงก้าวขึ้นมาเป็น “ตัวกลาง” ผูกขาดการค้ามานับร้อยปี และพัฒนาสู่การเป็น “มาเฟียผลไม้” ในปัจจุบันที่ทุนต่างชาติไหลบ่าเข้ามาสวมสิทธิ์ผ่านนอมินีคนไทยเพื่อคุมจุดยุทธศาสตร์ส่งออกเบ็ดเสร็จ

                          ในวันนี้ “สงครามล้ง” ปี 2569 ไม่ได้จำกัดแค่ ทุเรียน ที่ทุนต่างชาติคุมตลาดส่งออกไปแล้วกว่า 90% หรือ มะพร้าวน้ำหอม ในภาคกลางที่ถูกบีบราคาเหลือเพียงไม่กี่บาท แต่ทัพทุนต่างชาติกำลังยึดหัวหาดใหม่ในกลุ่มผลไม้และพืชไร่ครบวงจร

                           ข้อมูลจาก รายงานประจำปีของกรมวิชาการเกษตร และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธกส. ระบุถึงการขยายตัวสู่ ส้มโอทับทิมสยาม ในพิจิตร, มะม่วงน้ำดอกไม้ ในฉะเชิงเทรา และ ขนุน ในภาคตะวันออกที่ถูกตั้งโรงงานแปรรูปอบแห้งส่งกลับต่างประเทศแบบผูกขาด รวมถึงพืชเศรษฐกิจใหม่อย่าง กล้วยหอมทอง และ สับปะรด MD2 (สายพันธุ์พรีเมียมเนื้อทองที่ตลาดโลกต้องการสูงและเก็บได้นาน) ที่ใช้วิธีเช่าที่ดินแปลงใหญ่ปลูกเองผ่านชื่อนอมินีไทย โดยเริ่มลามไปถึงพืชไร่อย่าง มันสำปะหลัง และผลไม้ท้องถิ่นอย่าง เงาะ และ แก้วมังกร อีกด้วย

                           กลยุทธ์ที่น่ากังวลที่สุดคือการพัฒนาสู่ “ล้งเถื่อน” และ “นอมินีดิจิทัล” บันทึกการตรวจสอบของ กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI พบพฤติกรรมใช้แอปพลิเคชันคุมชาวสวน ให้ลงทะเบียนรับเงินกู้และปุ๋ยยา แลกกับการทำสัญญาผูกขาดในราคาที่ล้งกำหนดเพียงผู้เดียว โดยมักตั้งหลบซ่อนเป็นโกดังในชุมชนเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ 

                          ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD  ณ วันที่ 9 มีนาคม 2569 พบบริษัทกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดยุทธศาสตร์เกษตรกว่า 200 แห่ง ที่มีคนไทยถือหุ้น 51% บังหน้า แต่เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน  กลับพบที่มาของทุนจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด

                          สำหรับการแก้ปัญหา รัฐบาลต้องเลิกอ้างคำว่า “กลไกตลาด” แล้วสร้าง แพลตฟอร์มกลางตามแนวทางเศรษฐกิจดิจิทัลของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเชื่อมเกษตรกรไทยกับผู้ซื้อต่างประเทศโดยตรง พร้อมให้ สำนักงาน ปปง. เข้าตรวจสอบเส้นทางเงินล้งนอมินีอย่างจริงจัง 

                         อย่างไรก็ตาม อุปสรรคใหญ่กลับกลายเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่ม” ที่ถูกตั้งคำถามถึงพฤติกรรม “บริการประดุจพนักงานดีเด่น” ของล้งทุนต่างชาติ 

                        หลักฐานจากคดีสวมสิทธิ์ใบ GAP (Good Agricultural Practice) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ใบเซอร์สวน” คือใบรับรองมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรออกให้เพื่อยืนยันว่า ผลไม้จากสวนนี้สะอาด ปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้างตามมาตรฐานโลก  ในกรมวิชาการเกษตร ที่มีการสั่งลงโทษวินัยไปก่อนหน้านี้ และข้อมูลจาก สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สปก.เกี่ยวกับการละเว้นตรวจสอบการเช่าช่วงที่ดินผิดวัตถุประสงค์ ชี้ให้เห็นว่ามีการ “หลับตาข้างหนึ่ง” เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทับซ้อนและค่าธรรมเนียมพิเศษใต้โต๊ะ

                              หากวันนี้เจ้าหน้าที่รัฐยังใช้ “ไม้เรียว” ตีเกษตรกรที่ออกมาร้องเรียน แทนที่จะใช้ฟาดฟันทุนนอมินีที่กินรวบทรัพยากรชาติ ตามหลักฐานราชการที่ปรากฏชัดแจ้ง อีกไม่นานเราอาจเห็นป้ายต่างชาติปักเด่นหราอยู่หน้าสวนผลไม้ทุกแห่ง โดยมีคนไทยนั่งพัดวีให้เจ้าของล้งในฐานะผู้ช่วยที่รัฐบาลภาคภูมิใจ หากไม่รีบสร้าง “ล้งไทยสายพันธุ์ใหม่” ภายในปี 2575 อธิปไตยทางอาหารของไทยอาจเหลือเพียงชื่อในหน้ากระดาษราชการเท่านั้น

2569-03-14  “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

เก้าอี้สั่นคลอน! ‘สุริยะ’ ส่อแววปลิว รมว.เกษตรฯ หลังอธิบดีฝนหลวงฯ แฉหมดเปลือก 

มีคำสั่งด่วนเด้งอธิบดีกรมฝนหลวงฯ พ้นเก้าอี้แบบสายฟ้าแลบ อธิบดีจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกพร้อมแฉเบื้องหลังว่าโดนกดดันอย่างหนัก เพราะไม่ยอมเซ็นอนุมัติงบซ่อมบำรุงเครื่องบินปี 2570 ให้กับ "หลาน รมต."

ลิซ่า เดิมพันครั้งใหญ่ของ ฟีฟ่า

องค์กรจัดการลิขสิทธิ์เพลง (PRO) เพียงแห่งเดียวในสหรัฐอเมริกา ประกาศรายชื่อศิลปิน ที่จะแสดงใน ฟุตบอลโลก 2026 LISA นางฟ้าตัวน้อยจากประเทศไทย ลิซ่า ไม่ได้เดินตามเกมของใคร ลิซ่า กำลังสร้างเกมของตัวเอง กับมหาอำนาจกีฬาโลก

ใบไม้หนึ่งใบ กับสุนัขที่เข้าใจ “การแลกเปลี่ยน” เหมือนมนุษย์

เป็นสุนัขจรที่เจ้าหน้าที่ช่วยกันดูแล มันใช้ชีวิตปะปนกับนักเรียน เห็นกิจวัตรเดิมทุกวัน—การต่อแถว การยื่นเงิน การรับของตอบแทน ภาพเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็น “ข้อมูล” ที่มันสะสมโดยไม่ต้องมีใครบอก

ตระกูล “จุฬางกูร” กับ “จึงรุ่งเรืองกิจ” 

ตระกูล "จุฬางกูร" กับ "จึงรุ่งเรืองกิจ" เป็น 2 ตระกูลที่แตกกอมาจากรากเดียวกัน โดยต้นตระกูลเป็นทายาทของ "ฮั้งฮ้อ แซ่จึง" ซึ่งต้นตระกูล "จุฬางกูร" คือ "สรรเสริญ จุฬางกูร"

ข่าวอื่นๆ

ถอดรหัสฟ้าผ่า! “อธิบดีฝนหลวง” ลาออก  ทิ้งทวนศักดิ์ศรีข้าราชการ !

เปิดปูมฝูงบิน 77 ลำ กับงบประมาณปี 69 กว่า 2.7 พันล้าน เมื่อข้าราชการมืออาชีพถูกบีบให้เลือกระหว่าง "นโยบาย" หรือ "ความถูกต้อง"

ไทยจูงมือ “สิงคโปร์ ลงเรือ  “แลนด์บริดจ์”   พลิกกระดานภูมิรัฐศาสตร์

มีการเปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับ นายชาง ชุน ชิง รัฐมนตรีจากสิงคโปร์ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ป้าย  20 ล้าน ? สีน้ำเงิน ที่สนามบินบุรีรัมย์ยกระดับอินเตอร์ หรือ ปรับสีเพื่อ “ใคร ?“

เปิดเบื้องหลังงบประมาณกรมท่าอากาศยาน ท่ามกลางกระแสวิจารณ์สนั่นโซเชียล เมื่อ “อัตลักษณ์ภาครัฐ” กับ “เฉดสีที่คุ้นตา” พาดทับกันจนเป็นประเด็น