หน้าแรกINSIDE - INSIGHTเมื่อไทยจับมือเวียดนาม... ยุทธศาสตร์ล้อมกรอบอินโดจีน ?

เมื่อไทยจับมือเวียดนาม… ยุทธศาสตร์ล้อมกรอบอินโดจีน ?

เผยแพร่

spot_img

                        เบื้องหลังการยกโขยงเยือนเวียดนามของคณะผู้แทนไทย คือการส่งสัญญาณขยับดุลอำนาจครั้งสำคัญ ที่ปลุกภาพจำความมั่นคงในอดีตและล้อมกรอบทางการเมืองต่อพนมเปญอย่างมีนัยสำคัญ

                        การเดินทางไปเยือนกรุงฮานอยอย่างเป็นทางการของคณะผู้แทนระดับสูงจากประเทศไทย พร้อมด้วยขบวนข้าราชการและภาคธุรกิจจำนวนมหาศาลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกฉายภาพต่อสาธารณะในฐานะความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคีทั่วไป 

แต่นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ  มองว่าฉากทัศน์ของการประสานมืออย่างแนบแน่นระหว่างกรุงเทพฯ และฮานอยในหนนี้ กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนลึกไปถึงกรุงพนมเปญ การรวมพลังทางยุทธศาสตร์ของสองมหาอำนาจดั้งเดิมแห่งคาบสมุทรอินโดจีน ไม่เพียงแต่จะจำกัดพื้นที่การดำเนินนโยบายต่างประเทศของกัมพูชาให้ขยับตัวได้ยากยิ่งขึ้นด้วยแสนยานุภาพที่เหนือกว่า แต่ยังกำลังผลักดันให้กัมพูชาตกอยู่ในสภาวะ “รัฐแซนด์วิช” (Sandwich State) ที่ถูกบีบอัดจากสองด้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                            จากประวัติศาสตร์ หากกัมพูชาจะกังวลต่อการขยับตัวของไทยและเวียดนามไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นความรู้สึกหวาดหวั่นที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิทยาความมั่นคงมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18-19 ยุคที่กัมพูชาเคยตกเป็นประเทศราชและถูกเฉือนดินแดนสลับกันไปมาระหว่าง “สยาม” ทางทิศตะวันตก และ “ญวน” ทางทิศตะวันออก จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามาตั้งระบอบอาณานิคมและทวงคืนอธิปไตยทางดินแดนให้ 

                             บาดแผลและภาพจำอันเจ็บปวดจากการถูกมหาอำนาจขนาบข้างในอดีต จึงเป็นสิ่งที่กัมพูชาไม่มีวันลืม และการจับมือกันอย่างเป็นรูปธรรมของไทยและเวียดนามในศตวรรษที่ 21 กำลังทำหน้าที่ปลุกฝันร้ายในอดีตให้กลับมาโลดแล่นในความจริงอีกครั้ง

                             สถานการณ์ในปัจจุบันยิ่งตอกย้ำให้เห็นภาพของ “รัฐแซนด์วิชยุคใหม่” ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อกัมพูชากำลังเผชิญภาวะถูกบีบอัดเชิงโครงสร้างจากขนมปังสองแผ่นที่แข็งแกร่ง โดยมีไทยทำหน้าที่เป็นขนมปังแผ่นตะวันตกที่ควบคุมกลไกทางเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และช่องทางการค้าชายแดนที่สำคัญ ขณะที่เวียดนามคือขนมปังแผ่นตะวันออกที่กุมอิทธิพลทางความมั่นคงชายแดนและเส้นทางเดินเรือในแม่น้ำโขงตอนล่าง เมื่อขนมปังทั้งสองแผ่นนี้ลงรอยและแนบชิดกัน ไส้ในอย่างพนมเปญย่อมเกิดความอึดอัดและตึงเครียดทางการเมือง เนื่องจากแต้มต่อหรือช่องว่างที่เคยใช้สลับขั้วอำนาจเพื่อสร้างอำนาจต่อรองได้เหือดแห้งไปทันที

                              แม้ในระยะหลัง กัมพูชาจะพยายามดำเนินกลยุทธ์พึ่งพามหาอำนาจจาก “จีน” เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันและทางออกส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาฐานทัพเรือเรียม หรืออภิมหาโปรเจกต์คลองขุด “ฟูนันเตโช” เพื่อหวังประกาศอิสรภาพทางการขนส่งสินค้าและลดการพึ่งพาเวียดนาม แต่การยกขบวนไปเยือนฮานอยของไทยในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า แสนยานุภาพและอิทธิพลร่วมของไทยและเวียดนามในภาคพื้นทวีปนั้น เป็นความจริงทางภูมิศาสตร์สากลที่เทคโนโลยีหรือเม็ดเงินจากภายนอกก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกไปได้ การขยับหมากทางการเมืองของพนมเปญนับจากนี้จึงต้องดำเนินไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด

                            ความตึงเครียดภายใต้วงล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์นี้เอง ที่ทำให้นักวิเคราะห์ต้องกลับมาจับตากลยุทธ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศของกัมพูชา ที่พยายามดึงไทยเข้าสู่กระบวนการ “ประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ” (Compulsory Conciliation) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อจัดการกับพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อน (OCA) ในอ่าวไทย การขยับหมากทางกฎหมายเวทีโลกเช่นนี้ ถูกมองว่าเป็นเสมือน “อาวุธชิ้นสุดท้าย” ที่กัมพูชามีเหลืออยู่ในมือ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสากลในการเจาะทะลวงและคานงัดวงล้อมทางภูมิศาสตร์ที่กำลังบีบรัดเข้ามา โดยหวังจะใช้กติกานานาชาติมาดึงแต้มต่อและสร้างพื้นที่หายใจทางการเมืองและเศรษฐกิจคืนกลับมาบ้าง

                           พัฒนาการความสัมพันธ์อินโดจีน ข้อมูลการเดินสายทูตและการต่อสู้ทางกฎหมายครั้งนี้เป็นดั่งกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนว่า ดุลอำนาจในภูมิภาคกำลังกลับคืนสู่สามเหลี่ยมดั้งเดิมที่ไทยและเวียดนามเป็นผู้กุมทิศทางหลัก ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จของการเยือนเวียดนามของไทยในรอบนี้ จะถูกพิสูจน์ด้วยความสามารถในการรักษาเสถียรภาพและบริหารดุลอำนาจอย่างชาญฉลาด เพื่อทำให้กัมพูชารู้สึกว่าวงล้อมนี้ไม่ใช่การทำลายล้าง และไม่ปล่อยให้อาวุธชิ้นสุดท้ายในเวทีประนอมภาคบังคับกลายมาเป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งระลอกใหม่ แต่เป็นการบังคับให้ทุกฝ่ายต้องหันหน้ากลับมาร่วมมือกันอย่างตรงไปตรงมา

                            การเยือนฮานอยครั้งมโหฬารของคณะผู้แทนไทยในหนนี้ จึงเต็มไปด้วยความละเมียดละไมเชิงการทูตที่ชวนให้ยิ้มอย่างละเหี่ยใจ เป็นเรื่องที่น่าสงสารเหลือเกินที่ในขณะผู้นำพนมเปญสู้อุตส่าห์ขุดดินเจาะคลองฟูนันเตโชอย่างเหน็ดเหนื่อย และหยิบยกกระบวนการประนอมภาคบังคับขึ้นมาหมายจะใช้เป็นไม้ตายสุดท้ายเปิดทางออกสู่ทะเล แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีกลับพบว่า เพื่อนบ้านซ้ายขวายืนกอดอกจ้องหน้าอยู่ก่อนแล้ว

                           ความพยายามในการแหกวงล้อมภูมิรัฐศาสตร์อันยาวนานหลายร้อยปี จึงลงเอยด้วยสัจธรรมอันเจ็บปวดที่ว่า….     

2569-06-11   “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

อิจฉา…“คนรวย”  และ สงสาร…”คนจน”   มายาคติบน “กระดานเอียง..” ที่ไร้กติกา

“คนราย” กับ “คนจน” ปมปัญหาที่แท้จริงหาใช่เรื่องของบุญวาสนาหรือความเกียจคร้านไม่ แต่คือ “ความอยุติธรรมของกติกาเชิงโครงสร้าง” ที่เอื้อให้เกิดการผูกขาด ขัดขวางการขยับสถานะทางสังคม (Social Mobility)

2572 คลื่นความถี่  ทำ ”จอดับ“ หรือไปต่อ !  “ลดช่องทีวี” หรือ   “เพิ่มมือถือ” ? 

นับถอยหลังอีกเพียงไม่ถึง 3 ปี ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินประเภทธุรกิจทั้ง 15 ช่องที่เหลือรอด จะสิ้นสุดอายุลงพร้อมกันในอัสดงแห่งปี พศ. 2572

เปิดปฏิบัติการ ถอดเกล็ดมังกร ทลายขบวนการ “พ่อทิพย์”

​เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 กรมการปกครอง สนธิกำลังร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ป.ป.ท. และ ป.ป.ง. เปิดยุทธการเข้าจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

สปสช.มีมติ ยาแก้มะเร็ง โครงการฟ้าหญิงฯ  เข้าบัตรทอง

บอร์ด สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ยารักษามะเร็งนวัตกรรมไทย ซึ่งเป็นยามะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) เข้าสู่ระบบ "บัตรทอง 30 บาท"

ข่าวอื่นๆ

อิจฉา…“คนรวย”  และ สงสาร…”คนจน”   มายาคติบน “กระดานเอียง..” ที่ไร้กติกา

“คนราย” กับ “คนจน” ปมปัญหาที่แท้จริงหาใช่เรื่องของบุญวาสนาหรือความเกียจคร้านไม่ แต่คือ “ความอยุติธรรมของกติกาเชิงโครงสร้าง” ที่เอื้อให้เกิดการผูกขาด ขัดขวางการขยับสถานะทางสังคม (Social Mobility)

2572 คลื่นความถี่  ทำ ”จอดับ“ หรือไปต่อ !  “ลดช่องทีวี” หรือ   “เพิ่มมือถือ” ? 

นับถอยหลังอีกเพียงไม่ถึง 3 ปี ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินประเภทธุรกิจทั้ง 15 ช่องที่เหลือรอด จะสิ้นสุดอายุลงพร้อมกันในอัสดงแห่งปี พศ. 2572

เสนอ“ยุบ กอ.รมน. ” เหมือนทิ้ง“เบาะรองรับวิกฤติ !“

ทางออกของ กอ.รมน. ท่ามกลางสมการความมั่นคงตามแนวตะเข็บชายแดนและ 3 จังหวัดภาคใต้ จึงอาจไม่ใช่การ “ทุบทำลาย” แต่คือการ “จัดระเบียบหน้าที่” เพื่อประสานงาน ทหาร ตำรวจ พลเรือน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด