หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“ใคร?” คือเจ้าของตัวจริงธุรกิจท่องเที่ยวไทย !เปิดโครงสร้างนอมินี 4 แสนล้าน 

“ใคร?” คือเจ้าของตัวจริงธุรกิจท่องเที่ยวไทย !เปิดโครงสร้างนอมินี 4 แสนล้าน 

เผยแพร่

spot_img

ที่กำลังเปลี่ยนสมดุลเศรษฐกิจและอนาคตคนไทย

                                จากร้านอาหารถึงโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่เห็นอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เมื่อสถิติจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยยอดตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินีในปีที่ผ่านมาพุ่งสูงกว่า 16,000 ราย ใน 10 จังหวัดท่องเที่ยวหลัก พบความบิดเบี้ยวของโครงสร้างทุนที่ “เจ้าของตัวจริง” ซ่อนอยู่หลังนอมินีไทยอย่างแนบเนียน ทิ้งคำถามสำคัญว่าระบบตรวจสอบของรัฐกำลังตามหลัง “ทุนข้ามชาติ” อยู่กี่ก้าว

                              ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ตั้งแต่เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ไปจนถึงเกาะสมุย ธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม และบริการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างรวดเร็วท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด แต่เบื้องหลังความคึกคักนี้ สถิติจากตำรวจท่องเที่ยวระบุว่ามีการจับกุมนอมินีในกลุ่มบริษัทนำเที่ยวและรถเช่าพุ่งสูงขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คำถามที่เริ่มดังขึ้นคือ ธุรกิจเหล่านี้มี “เจ้าของตัวจริง” เป็นใครกันแน่ ระหว่างผู้ถือหุ้นชาวไทยในเอกสาร หรือกลุ่มทุนต่างชาติที่กวาดรายได้กลับประเทศโดยไม่เสียภาษีให้รัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

                           ปรากฏการณ์ “นอมินี” ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่จากการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ  พบว่ากลุ่มทุนต่างชาติใช้วิธีการที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการใช้ “สำนักงานกฎหมาย” หรือ “บริษัทนอมินีมืออาชีพ” ที่ถือหุ้นแทนชาวต่างชาติในสัดส่วน 51ต่อ49 ขณะที่อำนาจการบริหารและการเงินถูกโอนผ่านสัญญาลับและระบบการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันต่างชาติ (E-wallet ต่างประเทศ) ทำให้ธุรกิจจำนวนไม่น้อย “เป็นไทยในกระดาษ แต่ไม่ใช่ไทยในความเป็นจริง” โดยเฉพาะในภูเก็ตที่พบว่าธุรกิจกว่า 500 แห่ง มีข้อสงสัยเรื่องแหล่งที่มาของเงินทุนอย่างผิดปกติ

                       ผลกระทบที่เกิดขึ้นเริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อผู้ประกอบการไทยรายย่อยต้องเผชิญการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม ข้อมูลจากสมาคมโรงแรมไทยระบุว่า โรงแรมขนาดเล็กของคนไทยถูกบีบให้ขายกิจการ หรือลดบทบาทจาก “เจ้าของกิจการ” ลงมาเป็นเพียง “ผู้จัดการรายเดือน” หรือลูกจ้างในระบบเศรษฐกิจที่ตนเองเคยสร้างมา ขณะที่กำไรสุทธิจากการท่องเที่ยวในบางพื้นที่ถูกประเมินว่าไหลออกนอกประเทศผ่านเครือข่ายทุนนอมินีสูงถึง 40-50% ของรายได้รวม

                         แม้ภาครัฐจะออกมาตรการตรวจสอบเข้มข้น โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นไทยที่ลงทุนเกิน 40,000-100,000 บาท ในธุรกิจกลุ่มเสี่ยงต้องพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินทุน แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีช่องว่างเมื่อมีการใช้การกู้ยืมเงินบังหน้า หรือการใช้พนักงานในบริษัทมาถือหุ้นแทนเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบ 

                       คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “มีนอมินีหรือไม่” แต่คือ “ระบบตรวจสอบของรัฐสามารถตามทันรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไปได้หรือไม่” หรือในอีกด้านหนึ่ง กลไกที่มีอยู่กำลังปล่อยให้ช่องว่างเหล่านี้กลายเป็นเส้นทางปกติของการทำธุรกิจไปแล้ว

                       หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการปรับปรุงเชิงโครงสร้าง ความเสี่ยงอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่จะลุกลามไปถึง “อำนาจควบคุมเศรษฐกิจในพื้นที่” ซึ่งสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวประเมินว่าในบางหาดของภูเก็ตและบางย่านของพัทยา พื้นที่เศรษฐกิจกว่า 60% ตกอยู่ในมือกลุ่มทุนต่างชาติผ่านนอมินีไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกฎหมายปัจจุบันยังเข้าไม่ถึง “เจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง” อย่างแท้จริง

                          ทางออกของปัญหานี้จึงต้องเข้มข้นมากกว่าการตรวจเอกสาร แต่ต้องลงลึกถึงระบบฐานข้อมูลบูรณาการระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรรพากร และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อตรวจเส้นทางการเงินย้อนหลัง จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจ “ปราบนอมินี” แบบบูรณาการ และจัดการเอาผิด “คนไทยที่เป็นนอมินี” อย่างจริงจังต่อเนื่องตามมาตรา 36 และ 37 แห่ง พรบ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 3 ปี หรือปรับสูงสุด 1 ล้านบาท ที่ต้องบังคับใช้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงตัวบทกฎหมาย

                       ท้ายที่สุด ธุรกิจหลายแห่งในเมืองท่องเที่ยววันนี้อาจไม่จำเป็นต้องแสดงตัวตนผ่านสัญชาติ เพราะลำพังเพียงชื่อคนไทยในทะเบียนผู้ถือหุ้น ไม่อาจยืนยันความเป็นเจ้าของได้จริง ตราบใดที่รหัสผ่าน ในการบริหารจัดการและ สายพานการเงิน ทั้งหมด ถูกเชื่อมต่อตรงไปสู่กลุ่มทุนต่างชาติโดยไม่ผ่านระบบเศรษฐกิจไทย 

                      ในวันที่เรามัวแต่ตั้งคำถามว่าใครกำลังมาแย่งงานเราทำ บางทีคำถามที่วิกฤตกว่านั้นคือ คนไทยยังเหลือบทบาท “เจ้าของบ้าน“ อยู่จริงๆ หรือเป็นเพียงผู้เช่าอาศัยที่คอยบริหารงานให้ทุนข้ามชาติ ภายใต้ช่องว่างทางกฎหมายที่รัฐยังตามไม่ค่อยทันหรืออาจไม่กล้าแตะต้องอย่างแท้จริง

2569-04-18   “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

ข่าวอื่นๆ

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง