หน้าแรกINSIDE - INSIGHT"ใบสั่งจราจร“ ค้าง 10 ล้านฉบับ  ถอดบทบาท“ปรับเป็นพินัย”- “เปรียบเทียบปรับ”

“ใบสั่งจราจร“ ค้าง 10 ล้านฉบับ  ถอดบทบาท“ปรับเป็นพินัย”- “เปรียบเทียบปรับ”

เผยแพร่

spot_img

เมื่อ “เสือกระดาษ” สกัดวินัยจราจรไม่ได้ รัฐต้องปฏิรูประบบหลังบ้านและยาแรงก่อนสายเกินไป

                           สถิติใบสั่งจราจรค้างชำระสะสมกว่า 10 ล้านฉบับ ท่ามกลางอัตราการยอมความชำระค่าปรับที่ดิ่งต่ำเหลือเพียงร้อยละ 20 ไม่เพียงแต่สะท้อนวิกฤตวินัยจราจรบนท้องถนนไทย แต่ยังเป็นเครื่องตอกย้ำความล้มเหลวเชิงโครงสร้างในระบบการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ 

                          ปัญหาดังกล่าวเกิดจากเงื่อนไขข้อต่อสำคัญ 2 ประการ คือ ความไม่พร้อมบริหารจัดการระบบหลังบ้านภายใต้กฎหมายปรับเป็นพินัยฉบับใหม่ และการขาดสภาพบังคับในระดับ “ยาแรง” ที่จะสกัดกั้นผู้กระทำผิดซ้ำซาก การปล่อยให้กลไกควบคุมจราจรพิการเช่นนี้ จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข โดยการศึกษาโมเดลความสำเร็จจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำมาปรับปรุงระบบจัดเก็บและมาตรการดัดหลังคนเบี้ยวอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่ระบบกฎหมายไทยจะหมดความศักดิ์สิทธิ์

                           จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พศ. 2565 ซึ่งมีผลในการเปลี่ยนสถานะความผิดลหุโทษทางจราจร จากเดิมที่เป็น “โทษทางอาญา” ให้กลายเป็น “ความผิดทางพินัย” ความตั้งใจของกฎหมายฉบับนี้คือการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน โดยต้องการตัดวงจรไม่ให้ประชาชนต้องมีประวัติติดตัวในฐานข้อมูลอาชญากร หรือต้องเผชิญโทษกักขังนอนคุกเพียงเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าปรับจราจรเล็ก ๆ น้อย ๆ

                          ทว่า การเปลี่ยนผ่านในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นดาบสองคม เมื่อมาตรการใหม่นี้ได้ลดทอนความยำเกรงของผู้ขับขี่ไปโดยปริยาย เพราะรับทราบดีว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีอำนาจออกหมายเรียกหรือหมายจับในคดีอาญาเพื่อกดดันได้อีกต่อไป

                       “ปรับเป็นพินัย”  คือระบบที่เน้นการลงโทษด้วยการปรับเงินเป็นหลัก โดยไม่มีโทษจำคุกเข้ามาเกี่ยวข้อง และเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดที่มีรายได้น้อยสามารถขอลดหย่อนค่าปรับ หรือขอทำงานบริการสังคมทดแทนเงินได้ แต่ในทางกลับกัน หากผู้ได้รับใบสั่งเลือกที่จะเพิกเฉย รัฐจะต้องเปลี่ยนกระบวนการไปสู่การทำสำนวนส่งอัยการฟ้องศาลเพื่อ “ยึดทรัพย์สินหรืออายัดเงินเดือน” บังคับคดีชำระค่าปรับแทน ซึ่งกระบวนการทางแพ่งดังกล่าวเต็มไปด้วยขั้นตอนทางธุรการที่ซับซ้อนและกินเวลายาวนานเกินกว่าภาระงานหน้างานของสถานีตำรวจทั่วประเทศจะรองรับได้ไหว ระบบหลังบ้านของรัฐจึงเกิดอาการคอขวดและชะงักงันในที่สุด

                            ปัญหาที่ตามมา คือ มาตรการหน้าร้านของไทยขาดสภาพบังคับที่เป็น “ยาแรง” ปัจจุบันรัฐพยายามใช้การเชื่อมโยงระบบระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก โดยการงดออกป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีประจำปีให้แก่ผู้ที่ค้างชำระค่าปรับ แต่ในความเป็นจริง มาตรการนี้กลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากประชาชนจำนวนมากยอมเสี่ยงขับรถโดยไม่มีป้ายภาษีตัวจริง ซึ่งมีโทษปรับหน้างานเพียงไม่กี่ร้อยบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าปรับใบสั่งกล้องอัตโนมัติที่สะสมรวมกันเป็นหลักพันหรือหลักหมื่นบาท สะท้อนให้เห็นว่าบทลงโทษที่มีอยู่ไม่สร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจพอที่จะหยุดยั้งพฤติกรรมเลียนแบบในการเบี้ยวจ่ายค่าปรับได้

                              สิงคโปร์ ใช้ระบบเชื่อมโยงฐานข้อมูลใบสั่งเข้ากับบัญชีธนาคารและพาสปอร์ตโดยตรง หากไม่ชำระค่าปรับในเวลาที่กำหนด จะถูกหักเงินอัตโนมัติหรือถูกระงับการเดินทางออกนอกประเทศทันที ขณะที่ประเทศมาเลเซีย ใช้มาตรการตั้งด่านตรวจสแกนทะเบียนรถยนต์อัจฉริยะ (Blacklist Scanner) ร่วมกับการขึ้นบัญชีดำห้ามต่อทะเบียนรถโดยเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น และมีการเปิดแอปพลิเคชันให้ชำระค่าปรับได้ง่ายพร้อมมาตรการลดหย่อนเป็นขั้นบันได ยิ่งจ่ายช้ายิ่งปรับแพง ซึ่งทำให้พฤติกรรมวินัยจราจรของเพื่อนบ้านมีประสิทธิภาพสูงกว่าไทยอย่างเห็นได้ชัด

                            ผู้เชี่ยวชาญการแก้ปัญหาจราจรแนะนำว่า ประเทศไทยต้องเริ่มต้นจากการปฏิรูป 2 ส่วนพร้อมกัน ส่วนแรกคือ “ระบบหลังบ้าน” รัฐต้องตั้งหน่วยงานธุรการกลางหรือใช้ระบบทันสมัย ในการรวบรวมและประมวลผลคดีพินัยจราจรแทนการผลักภาระให้ตำรวจโรงพัก เพื่อลดความซับซ้อนในการส่งฟ้องยึดทรัพย์ ส่วนที่สองคือ “ยาแรงหน้าร้าน” ต้องกล้าเปลี่ยนข้อกฎหมายให้เจ้าพนักงานมีอำนาจ “ล็อกล้อ ยึดรถ หรือระงับสิทธิ์การใช้รถยนต์บนท้องถนนทันที” หากพบว่ามียอดค้างชำระใบสั่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงฤดูกาลต่อภาษีประจำปี เพื่อตัดวงจรคนมักง่ายไม่ให้มีโอกาสนำรถอกมาสร้างความเสี่ยงต่อเพื่อนร่วมทาง

                            ปัญหาใบสั่งจราจรค้างชำระสะสมกว่า 10 ล้านฉบับ เป็นภาพสะท้อนสำคัญถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเร่งด่วน การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบปรับเป็นพินัยแม้จะเป็นเจตนารมณ์ที่ดีในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่หากไร้ซึ่งมาตรการรองรับที่มีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลกระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ของหลักนิติธรรม และทำให้มาตรการควบคุมวินัยจราจรลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ลงในทางปฏิบัติ 

                             หากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องยังคงเน้นย้ำเพียงมาตรการเชิงปริมาณในการออกใบสั่ง โดยมิได้เร่งบูรณาการระบบฐานข้อมูลหลังบ้านและการบังคับใช้บทลงโทษที่มีสภาพบังคับอย่างเป็นรูปธรรม ระบบใบสั่งจราจรก็อาจแปรสภาพเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการที่ไร้ผลสัมฤทธิ์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้รัฐสูญเสียทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ยังส่งผลให้ความปลอดภัยบนท้องถนนของสาธารณชนตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

2569-06-06  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

เรื่องสั้น  “บ้านชายป่า”

ศพแรกถูกพบในเช้าวันจันทร์ ชายวัยกลางคนหายออกจากบ้านไปตั้งแต่คืนก่อน และไม่มีใครรู้ว่าเขาเข้าไปในป่าทำไม กระทั่งรุ่งเช้า ชาวบ้านพบร่างของเขานอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างจากถนนไม่ถึงสองกิโลเมตร หนึ่งสัปดาห์ต่อมา มีศพที่สอง

ทุเรียนไทยขายมาก…แต่เงินได้น้อย  “ล้ง” จุดตัดสำคัญของราคา จากสวนถึงตลาดจีน  เงินอยู่ที่ใคร?

ทุเรียนไทยยังส่งออกเกือบล้านตัน แต่ปี 2568 มูลค่ากลับลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จีนยังเป็นตลาดหลักกว่า 97% ของมูลค่าทุเรียนสดไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ขายไม่ได้”

เอลนีโญจ่อแรงมาก…ไทย-เพื่อนบ้านต้องรับมือก่อนวิกฤต

เอลนีโญมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA/ National Oceanic and Atmospheric Administration) ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นระดับรุนแรงมาก

ข่าวอื่นๆ

“รถฉุกเฉิน” …สิทธิใช้ทาง กับ..“ฉุกเฉินจริงไหม ?”  กฎหมายต้องให้ทาง แต่ระบบต้องตอบให้ได้ว่า…ใครคือ “รถฉุกเฉิน”

รัฐเร่งตรวจสอบและเดินหน้า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินดิจิทัล Digital EMS และ แพลตฟอร์มดิจิทัลกลางการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ NDEMS National Digital Emergency Medical

ทุเรียนไทยขายมาก…แต่เงินได้น้อย  “ล้ง” จุดตัดสำคัญของราคา จากสวนถึงตลาดจีน  เงินอยู่ที่ใคร?

ทุเรียนไทยยังส่งออกเกือบล้านตัน แต่ปี 2568 มูลค่ากลับลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่จีนยังเป็นตลาดหลักกว่า 97% ของมูลค่าทุเรียนสดไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “ขายไม่ได้”

เอลนีโญจ่อแรงมาก…ไทย-เพื่อนบ้านต้องรับมือก่อนวิกฤต

เอลนีโญมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะต่อเนื่องถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ขณะที่ สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA/ National Oceanic and Atmospheric Administration) ประเมินโอกาสมากกว่า 90% ที่จะพัฒนาเป็นระดับรุนแรงมาก