บทเรียนจากสุขุมวิท-ข้าวสาร-สู่เกาะกลางอ่าวไทย !
ชนวนเหตุความมั่นคง 3 มิติที่รัฐไทยห้ามกะพริบตา
เมื่อการรวมตัวเฉพาะกลุ่ม ท้าทายกฎหมายและเอกราชทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น ?
คลื่นความหวั่นวิตกกำลังก่อตัวเป็นมรสุมลูกใหญ่ใจกลางอ่าวไทย เมื่อภาคประชาชนบนเกาะพะงันเริ่มรวมตัวแสดงจุดยืนคัดค้านการขยายอิทธิพลของสถานประกอบการและศูนย์รวมใจของกลุ่มทุนต่างชาติจำเพาะกลุ่ม ที่เข้ามาตั้งรกราก ปักหมุดทำธุรกิจ และขยายการถือครองอสังหาริมทรัพย์อย่างก้าวกระโดด จนผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีต้องออกโรงเบรกพร้อมสั่งจัดระเบียบให้จดทะเบียนเป็นศาสนสถานให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นภาพสะท้อนการเดินทางของกลุ่มพำนักต่างชาติระยะยาวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเริ่มต้นจุดแรกจากย่านสุขุมวิท คืบคลานสู่การรวมตัวใหญ่ทุกคืนวันศุกร์ที่ย่านบางลำพูแผ่ขยายไปยังภูเก็ต จนกระทั่งมาสถาปนา “ระบบนิเวศแบบปิด” บนเกาะพะงันในปัจจุบัน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงไทยพึงตระหนักว่า ปมขัดแย้งนี้ส่งสัญญาณสำคัญครอบคลุม 3 มิติหลัก ทั้งความเสี่ยงในการตกเป็นเป้าหมายความขัดแย้งระดับสากล และอาจกระทบการสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจท้องถิ่น ตลอดจนการท้าทายกฎหมายรัฐบาลไทยที่อาจลุกลามจนยากแก่การควบคุม
ปมร้อนประการแรกที่ทำให้ชาวบ้านเกาะพะงันไม่อาจนิ่งนอนใจ คือความหวาดระแวงในลักษณะการเข้ามาฝังตัวของกลุ่มทุนข้ามชาติ ที่นับวันจะเห็นภาพความเชื่อมโยงเชิงประจักษ์ เมื่อมีการหลั่งไหลของเม็ดเงินเข้ามาผ่านกลไกตัวแทนอำพราง หรือ Nominee เพื่อครอบครองที่ดินทำเลทองและสถานประกอบการท่องเที่ยว แม้ในมุมหนึ่งเม็ดเงินเหล่านี้จะช่วยชุบชีวิตเศรษฐกิจที่เคยซบเซาหลังวิกฤต แต่ในระยะยาว จะสร้างแรงบีบเค้นหัวใจคนท้องถิ่นอย่างสาหัส ระหว่างความต้องการรายได้ประทังปากท้อง กับความรู้สึกสูญเสียโอกาสในการแข่งขันบนแผ่นดินเกิดให้กับกลุ่มทุนต่างชาติที่มีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างเหนียวแน่น
มิติที่สองคือความลักลั่นและช่องว่างทางกฎหมายที่ถูกใช้เป็นแนวทางปฏิบัติมานานหลายทศวรรษ กลุ่มผู้พำนักเฉพาะกลุ่มมักเลือกใช้การจดทะเบียนสถาบันของตนในรูปแบบ “สมาคม” “มูลนิธิ” หรือแม้แต่ “ร้านอาหารเฉพาะวัฒนธรรม” เพื่ออำพรางกิจกรรมและการรวมตัวเฉพาะกลุ่มเอาไว้เบื้องหลัง การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีสั่งการให้ทำความจริงให้ปรากฏ ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ระบบราชการไทยต้องหันมาตรวจสอบว่า ที่ผ่านมามีการปล่อยปละละเลยหรือเพิกเฉยให้ทุนต่างชาติเข้ามาจัดตั้งเขตพื้นที่เฉพาะทางวัฒนธรรม โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวดของกฎหมายส่วนกลางได้อย่างไร
มิติที่สาม เรากำลังเผชิญกับการท้าทายครั้งใหญ่เมื่อชุมชนต่างชาติเริ่มสร้างกลไกการปกครองและการดูแลกันเองภายในกลุ่ม มีการแย่งชิงทรัพยากรขั้นพื้นฐานทั้งน้ำและไฟฟ้า รวมถึงการเข้ามาแย่งอาชีพสงวนของคนไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ภาคบริการไปจนถึงการท่องเที่ยว หากเจ้าหน้าที่รัฐยังคงไร้ทิศทางและขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เกาะพะงันก็คงไม่ต่างจากพื้นที่อิทธิพลที่กฎหมายไทยเข้าไม่ถึง และพร้อมจะเปลี่ยนแปรสภาพเป็นดินแดนที่ยากต่อการจัดระเบียบในท้ายที่สุด
จากประวัติศาสตร์เชิงมานุษยวิทยาของความความมั่นคง ชุมชนปิดที่มีความหนาแน่นและแยกตัวเฉพาะเช่นนี้ ย่อมมีความเปราะบางในการตกเป็นเป้าหมายของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ดังบทเรียนความสูญเสียที่เคยเกิดขึ้นกับศูนย์ลักษณะนี้ในต่างประเทศมาแล้ว การปล่อยให้เกาะท่องเที่ยวระดับโลกของไทย กลายเป็นศูนย์รวมสัญลักษณ์ทางชาติพันธุ์และลัทธิความเชื่อท่ามกลางสมรภูมิโลกที่คุกรุ่น ย่อมเท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทางพื้นที่ นำเอาความขัดแย้งจากต่างแดนมาหย่อนไว้บนแผ่นดินไทยโดยไม่จำเป็น
ความโอบอ้อมอารีของสังคมไทยที่เรามักเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกด้วยความจริงใจ จนบางครั้งก็ปล่อยให้แขกผู้มาเยือนจัดระเบียบและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ส่วนรวมไปโดยปริยาย ฝ่ายบริหารของไทยอาจจะกำลังมองเพียงตัวเลขสถิตินักท่องเที่ยวและรายได้ระยะสั้น จนมองข้ามไปว่าความสุ่มเสี่ยงที่กำลังเผชิญอยู่นี้ อาจไม่คุ้มค่ากับการเอาความปลอดภัยของประชาชนคนไทยไปผูกไว้กับความขัดแย้งในมุมอื่นของโลก
นักวิเคราะห์เสนอแนะว่า หน่วยงานส่วนกลางและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องบูรณาการนโยบายร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยไม่ปล่อยให้กรณีของศูนย์วัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มและกลุ่มทุนข้ามชาติแผ่อิทธิพลเหนือพื้นที่เกาะพะงันจนเกินขีดความสามารถในการควบคุมของกฎหมาย
การบังคับใช้ระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัดและการคัดกรองบุคคลเข้าเมืองอย่างเป็นระบบ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่สำคัญยิ่งในการป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคง เนื่องจากสถาบันและบุคคลที่เป็นเป้าหมายของความขัดแย้งในระดับสากล ย่อมมีความเสี่ยงต่อการเกิดสถานการณ์รุนแรงที่ยากจะคาดเดา รัฐบาลจึงพึงทบทวนและกำหนดมาตรการเชิงนโยบายที่รัดกุม เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทยเป็นสำคัญ ก่อนที่สิทธิประโยชน์และเสถียรภาพของท้องถิ่นจะได้รับความเสียหายจนยากแก่การฟื้นฟู
2569-06-16 ชัยทัศน์”



