หน้าแรกINSIDE - INSIGHTจาก "ตึกสตง.ถล่ม" สะท้อนคอร์รัปชันถึง“เกาะสมุย”

จาก “ตึกสตง.ถล่ม” สะท้อนคอร์รัปชันถึง“เกาะสมุย”

เผยแพร่

spot_img

วิกฤตความเชื่อมั่นเชิงระบบ ขบวนการส่วยใบอนุญาตก่อสร้าง ?

 ชำแหละรูรั่วกฎหมายควบคุมอาคาร เมื่อการทุจริตเชิงโครงสร้างกลายเป็นฆาตกรเงียบที่กัดกินความปลอดภัยของประชาชน

                         วิศวกรรมความประมาทบนรอยร้าวของระบบกำกับดูแล  เมื่อถอดบทเรียนจากเหตุอาคารระฟ้าถล่มสู่การทุจริตออกใบอนุญาตในแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก

                       จากเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ความสูง 33 ชั้นที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มลงมาอันเนื่องมาจากแรงสั่นสะเทือนทางธรณีวิทยา ได้เปิดเผยให้เห็นถึงภาวะวิกฤตของการประพฤติมิชอบเชิงโครงสร้างและความเสื่อมถอยของระบบการตรวจสอบอย่างรุนแรง

                     ในขณะที่การขยายผลสอบสวนจากซากปรักหักพังในกรุงเทพฯ นำไปสู่การขุดรากถอนโคนขบวนการใบอนุญาตปลอมที่เกาะสมุย สะท้อนให้เห็นความจริงที่น่ากังวลว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกำลังถูกนำไปแลกกับผลประโยชน์โดยมิชอบ ขณะที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอย่างสิงคโปร์และฮ่องกงสามารถรักษามาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างดีเยี่ยมผ่านระบบความโปร่งใสและถูกต้องของข้อมูลดิจิทัล แต่ในประเทศไทย การพึ่งพาระบบเอกสารและการใช้อุลพินิจของเจ้าหน้าที่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ถูกประเมินไว้แล้วแต่ยังปล่อยให้เกิดขึ้นต่อสาธารณชน

                           โศกนาฏกรรมอาคาร สตง. ถล่มนั้น ผลการตรวจสอบทางวิศวกรรมนิติวิทยาศาสตร์พบว่าไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุจากภัยธรรมชาติ แต่เกิดจากปัญหาการลดคุณภาพวัสดุให้ต่ำกว่ามาตรฐานของเหล็กเสริมแรงและการละเลยต่อความมั่นคงสมบูรณ์ของผนังรับแรงเชือน ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการพยุงโครงสร้างอาคาร หลักฐานที่ปรากฏนำไปสู่การสั่งฟ้องและดำเนินคดีหมู่กับผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ้น 23 ราย ประกอบด้วยวิศวกร ผู้รับเหมา และผู้ควบคุมงาน 

                          พฤติกรรมความประมาทนี้ได้ลุกลามไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างเกาะสมุย ซึ่งมีการตรวจพบขบวนการออกใบอนุญาตก่อสร้าง หรือ ใบ อ.1 ปลอม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มวิลล่าหรูสามารถก่อสร้างบนพื้นที่ลาดชันและพื้นที่หวงห้ามโดยไม่ต้องผ่านการประเมินสภาพทางธรณีเทคนิคและความมั่นคงของดิน ส่งผลให้ใบรับรองการใช้อาคาร หรือ ใบ อ.6 ที่ควรจะเป็นหลักประกันความปลอดภัย กลายเป็นเพียงเอกสารที่ขาดความน่าเชื่อถือซึ่งอาจเปลี่ยนอาคารพักอาศัยให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงโดยที่ประชาชนไม่ทราบล่วงหน้า

                          เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศในอาเชี่ยน สิงคโปร์มีหน่วยงานกำกับดูแลที่ใช้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลโดยองค์กรอิสระที่สาม ซึ่งกำหนดให้ผู้ออกแบบและผู้ตรวจสอบต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกันและต้องรับผิดชอบร่วมกันทางกฎหมาย เช่นเดียวกับฮ่องกงที่มีเทศบัญญัติอาคารซึ่งกำหนดโทษทางอาญาอย่างรุนแรงต่อผู้บริหารอาคารและวิศวกรหากพบความบกพร่องทางโครงสร้าง 

                          ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยยังคงใช้ระบบการอนุมัติโดยหน่วยงานท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งเปิดช่องให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างผู้อนุมัติแบบและผู้ที่มีหน้าที่ตรวจการจ้างได้ง่ายกว่า เป็นวงจรความเสียหายที่สร้างความหวาดระแวงให้กับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

                           ในทางวิศวกรรมศาสตร์ ความมั่นคงของอาคารขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ต่อแบบแปลนที่คำนวณไว้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมายควบคุมอาคารผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบใบอนุญาตบนเครือข่ายข้อมูลดิจิทัลที่แก้ไขไม่ได้ เพื่อป้องกันการปลอมแปลงใบอนุญาตและให้ประชาชนสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนในรูปแบบเรียลไทม์ ควบคู่ไปกับการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลที่เป็นอิสระเพื่อโอนอำนาจการตรวจรับรองอาคารจากกลไกการเมืองท้องถิ่นไปสู่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลาง อันเป็นการแยกประเด็นความปลอดภัยออกจากระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง

                          นอกจากนี้ควรกำหนดให้ทุกอาคารสาธารณะต้องมีสมุดประจำตัวอาคารบังคับที่ระบุประวัติการตรวจสอบความมั่นคงรายปีอย่างโปร่งใส เพื่อให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงข้อมูลความปลอดภัยได้ก่อนเข้าใช้บริการหรืออยู่อาศัย

                           ท้ายที่สุดแล้ว แม้นวัตกรรมสมัยใหม่จะรุดหน้าไปเพียงใด แต่ความมั่นคงของอาคารย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากความซื่อตรงต่อจริยธรรมวิชาชีพของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เป็นเรื่องน่าเสียดายที่แม้ประเทศไทยจะมีวิศวกรที่มีความสามารถระดับสากล แต่ระบบการตรวจสอบกลับมีความเปราะบางต่อสิ่งจูงใจในทางมิชอบ ดูเหมือนว่าสิ่งที่มั่นคงที่สุดในระบบก่อสร้างที่ควรเร่งแก้ไขอาจไม่ใช่เพียงเนื้อคอนกรีตเสริมเหล็ก แต่คือการสร้างระบบราชการที่มีธรรมาภิบาลและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด เพื่อให้มาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก และไม่ถูกลดทอนคุณค่าลงด้วยผลประโยชน์ส่วนบุคคลไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม

ข่าวล่าสุด

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

ข่าวอื่นๆ

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย

ความสัมพันธ์ 170 ปี “ไทย-ฝรั่งเศส”   “การทูตเชิงรุก”ต้องดับฝัน กัมพูชา-ใช้ปารีสเคลมพรมแดน

ยุทธศาสตร์การทูตครั้งนี้คือ "ปฏิบัติการเชิงรุก" เพื่อนำข้อเท็จจริงปมพรมแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไปแสดงต่อประธานาธิบดี เอมานูเอล มาครง