หน้าแรกINSIDE - INSIGHT ท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงที่ชายแดนอันคุกรุ่น

 ท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงที่ชายแดนอันคุกรุ่น

เผยแพร่

spot_img

การประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทยเพื่อตรวจสอบรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรร่วมรัฐบาลกันมาก่อน กำลังถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองที่ขาดประสิทธิภาพและอาจไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อประเทศชาติ ในช่วงเวลาที่ควรหันมารวมพลังเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอก.

                          การที่พรรคเพื่อไทยประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบรัฐบาล “อนุทิน 1” กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการเล่นเกมการเมืองที่มุ่งตอบสนองต่อความขัดแย้งภายในมากกว่าการตรวจสอบเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง 

                        ทั้งสองพรรคเคยร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและดำเนินนโยบายต่างๆ มาแล้ว การอภิปรายในครั้งนี้จึงเสมือนเป็นการเปิดเผยความลับในบ้านที่ตัวเองเคยร่วมสร้าง การทุ่มเททรัพยากรทางการเมืองเพื่อตรวจสอบรัฐบาลที่รู้ดีอยู่แล้วว่ามีเวลาทำงานเพียงสี่เดือนตามเงื่อนไข MOA ดูจะเป็นการกระทำที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในเชิงบวกมากนัก เพราะรัฐบาลเองก็มีข้อจำกัดด้านเวลาในการบริหารงานอย่างเต็มที่และไม่สามารถทำโครงการขนาดใหญ่ได้

                       ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนบทบาทจากพรรคร่วมรัฐบาลมาเป็นฝ่ายค้านในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นและความขัดแย้งที่ฝังรากลึกระหว่างสองพรรค 

                      การตรวจสอบจึงอาจเป็นเพียงการแสดงออกถึงความแค้นส่วนตัวหรือความต้องการสร้างฐานอำนาจใหม่ทางการเมืองมากกว่าการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะที่แท้จริง ซึ่งในสถานการณ์ปกติก็อาจเป็นเรื่องที่รับได้ แต่ในห้วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนและเร่งด่วนอย่างปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและการหันมาโจมตีกันเองภายในประเทศจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ชาญฉลาด

                       ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือการที่กัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและสนับสนุนให้พลเมืองของตนรุกล้ำพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีอย่างต่อเนื่องในขณะที่ฝ่ายการเมืองของไทยกำลังแตกแยก เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่ากัมพูชากำลังฉวยโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง 

                          การที่ฝ่ายค้านซึ่งเป็นรัฐบาลเดิม และรัฐบาลใหม่ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่การเผชิญหน้าในสภา ยิ่งทำให้ประเทศขาดความเป็นเอกภาพในการรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรหันมาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

                           การรวมพลังเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนจึงเป็นเรื่องที่เร่งด่วนและจำเป็นกว่าการใช้เวทีสภาเป็นเครื่องมือในการระบายความแค้นทางการเมือง

                           ขณะที่ “ศึกใน” กำลังเปิดฉากอย่างดุเดือดในสนามการเมือง “ศึกนอก” ที่ชายแดนกลับคุกรุ่นกว่าที่เคย รัฐบาลและฝ่ายค้านกำลังง่วนอยู่กับการชำระแค้นจากความหลัง จนลืมไปว่ายังมีศัตรูร่วมที่กำลังจ้องมองและพร้อมจะฉวยโอกาสจากความแตกแยกของพวกเขาอยู่

ข่าวล่าสุด

“สรพงษ์-เศรษฐา-ยอดรัก” กลบ  “ให้เหล้า..เท่ากับแช่ง” 

มื่อแคมเปญรณรงค์ “เสียงเตือนจากสวรรค์” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่นำเอาคลังเสียงของศิลปินผู้ล่วงลับ ทั้ง เศรษฐา ศิรฉายา, สรพงษ์ ชาตรี, ยอดรัก สลักใจ, มาสังเคราะห์คำพูดใหม่เพื่อเตือนเรื่องอาหารใส่บาตรพระสงฆ์ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่องกาลเทศะ ในการสร้าง “ความลวงเสมือนจริง”

กรมศิลปากรเปิดม่านโรงละครแห่งชาติ หลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่

สำหรับการปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อให้โรงละครแห่งชาติมีคุณภาพทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดอยู่ในมาตรฐานของยุโรปที่นิยมใช้กันในโรงละครชั้นนำทั่วโลก

ทำอย่างไร ?  การรักษาให้เลิกบุหรี่จะได้ผลดีกว่านี้

“ดูตัวเลขการรักษาเลิกบุหรี่ พบว่าคนที่เลิกบุหรี่สำเร็จมีน้อยมาก ทั้งๆ ที่เราเพิ่มการคัดกรอง ให้บริการผ่านร้านยา และยาฟรี มีคลินิกฟ้าใส รวมถึง application แจ้งเตือนแล้ว

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

ข่าวอื่นๆ

“สรพงษ์-เศรษฐา-ยอดรัก” กลบ  “ให้เหล้า..เท่ากับแช่ง” 

มื่อแคมเปญรณรงค์ “เสียงเตือนจากสวรรค์” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่นำเอาคลังเสียงของศิลปินผู้ล่วงลับ ทั้ง เศรษฐา ศิรฉายา, สรพงษ์ ชาตรี, ยอดรัก สลักใจ, มาสังเคราะห์คำพูดใหม่เพื่อเตือนเรื่องอาหารใส่บาตรพระสงฆ์ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่องกาลเทศะ ในการสร้าง “ความลวงเสมือนจริง”

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

เหมือนเกมไต่ลวดสลิงเมืองคาซาน

การเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีการเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย