ลามอาเซียน วัดกันที่ศักยภาพรัฐใคร “รอด”ใคร “ร่วง”
เมียนมาจำกัดการใช้, ลาวฐานะเปราะบาง, มาเลเซียอุดหนุนประคอง,สิงคโปร์คุมเชิงระบบ,ขณะไทยเผชิญความเสี่ยงซ้อนจากตลาดถึงสังคม
วิกฤตราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กำลังสะเทือนเศรษฐกิจอาเซียนทั้งภูมิภาค โดยภาพล่าสุดสะท้อน “4 ประเทศ 4 ชะตา” อย่างชัดเจน ตั้งแต่การจำกัดการใช้ในเมียนมา ไปจนถึงการบริหารเชิงระบบของสิงคโปร์ ขณะที่ประเทศไทยเริ่มเผชิญแรงกดดันแบบ “ลูกโซ่” ซึ่งอาจลุกลามจากตลาดสู่สังคม หากขาดมาตรการรองรับที่แม่นยำ
สถานการณ์ในภูมิภาคอาเซียนกำลังแสดงให้เห็นความแตกต่างด้านความสามารถในการรับมือวิกฤตพลังงานอย่างชัดเจน โดยเมียนมาต้องใช้มาตรการจำกัดการใช้น้ำมันในภาคประชาชน สะท้อนภาวะขาดแคลนและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ขณะที่ลาวแม้ยังไม่เกิดภาวะขาดแคลน แต่ฐานะทางการเงินและการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ทำให้มีความเปราะบางหากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน
ในทางตรงกันข้าม มาเลเซียเลือกใช้นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น อาศัยฐานะการคลังและการเป็นผู้ผลิตพลังงานบางส่วนเข้าช่วยพยุงเศรษฐกิจ ส่วนสิงคโปร์ยังคงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ผ่านระบบคลังสำรอง กลไกตลาด และการวางนโยบายพลังงานเชิงโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพ
สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตรุนแรงเช่นบางประเทศ แต่สัญญาณความเสี่ยงเริ่มปรากฏในหลายมิติ โดยเฉพาะการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก และข้อจำกัดของกองทุนน้ำมันที่เริ่มมีภาระเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความสามารถในการตรึงราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “ความเสี่ยงแบบหลายชั้น” ที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ เริ่มจากระดับตลาดที่อาจเกิดพฤติกรรมกักตุน ปั่นราคา หรือจำกัดการขาย ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นในปริมาณน้ำมันในระบบ ก่อนจะลามไปสู่ระดับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น จนจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้า หรือในบางกรณีอาจต้องหยุดกิจการชั่วคราว
แรงกดดันดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผ่านค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง และภาระหนี้ครัวเรือนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ขณะที่ในระดับสังคม มีความเสี่ยงที่ปัญหาเศรษฐกิจจะขยายไปสู่ประเด็นด้านความมั่นคง เช่น อาชญากรรมคสามผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่อาจเพิ่มขึ้น รวมถึงความไม่พอใจต่อมาตรการภาครัฐที่สะสมมากขึ้นตามภาวะค่าครองชีพ
นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยชี้ขาดของแต่ละประเทศในวิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่ระดับราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ศักยภาพของรัฐ” ในการบริหารจัดการ ทั้งด้านนโยบาย การคลัง และความเชื่อมั่นของระบบตลาด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศใดจะสามารถประคองเศรษฐกิจผ่านช่วงเวลานี้ไปได้
ในวันที่ราคาน้ำมันถูกกำหนดจากเวทีโลก สิ่งที่แต่ละประเทศควบคุมได้จริง อาจไม่ใช่ราคา หากแต่เป็น “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ เพราะบางแห่งเลือกบริหารความเสี่ยง ขณะที่บางแห่งอาจกำลังบริหาร “ความไม่พอใจ” และสองสิ่งนี้ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างเงียบ ๆ แต่ชัดเจน
2569-03-23 “ชัยทัศน์”



