หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“ปฏิรูป” สงฆ์ไทย…“ถอนราก” พุทธพาณิชย์  มหาเถรสมาคมรับ “สังฆราโชบาย 12 ข้อ“

“ปฏิรูป” สงฆ์ไทย…“ถอนราก” พุทธพาณิชย์  มหาเถรสมาคมรับ “สังฆราโชบาย 12 ข้อ“

เผยแพร่

spot_img

ห้ามปลุกเสก ห้ามรูปเคารพนอกพุทธ วัดต้องเป็นพื้นที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมเท่านั้น

                          มติมหาเถรสมาคมล่าสุด น้อมรับพระสังฆราโชบาย 12 ข้อ ของสมเด็จพระสังฆราช เป็นมากกว่าการจัดระเบียบกิจการสงฆ์ หากแต่เป็นการ ถอนรากถอนโคนบทบาทวัดทั่วประเทศ โดยกำหนดข้อห้ามอย่างชัดเจนต่อกิจกรรมพุทธพาณิชย์ การปลุกเสกวัตถุมงคล และการนำรูปเคารพที่ไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเข้ามาในเขตวัด พร้อมประกาศจุดยืนใหม่ว่า วัดต้องกลับมาเป็นพื้นที่แห่งการศึกษาและการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่พื้นที่ผลิตความศักดิ์สิทธิ์เชิงพาณิชย์อย่างที่สังคมไทยคุ้นชินมานาน

                          แม้มติของมหาเถรสมาคมยังไม่ได้เผยแพร่ถ้อยคำเชิงเอกสารครบทั้ง 12 ข้อในรูปแบบทางราชการอย่างละเอียด แต่จากการแถลงของ มส. และการรายงานของสื่อ สามารถสรุปสาระสำคัญของ พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ ได้อย่างชัดเจนในเชิงนโยบาย โดยมีแกนกลางคือการย้ำให้คณะสงฆ์ยึดปริยัติ,ปฏิบัติ,ปฏิเวธ เป็นหัวใจ การป้องกันไม่ให้วัดและพระสงฆ์พัวพันกับกิจกรรมแสวงหากำไร การห้ามพิธีกรรมหรือความเชื่อที่บิดเบือนหลักพุทธศาสนา การควบคุมการใช้พื้นที่วัด การยกระดับวินัยและจริยธรรมของพระสงฆ์ และการปรับเกณฑ์การแต่งตั้ง,เลื่อนตำแหน่งสังฆาธิการ  ให้ยึดการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย มากกว่าการยึดติดกับเสนาสนะ ชื่อเสียง หรือกิจกรรมภายนอก

                           เมื่อจัดกลุ่มสังฆราโชบายทั้ง 12 ข้อ จะเห็นโครงสร้างชัดเจนเป็นสองด้าน

                           ด้านข้อห้าม ได้แก่ การห้ามปลุกเสกวัตถุมงคลในเขตวัด ห้ามใช้วัดเป็นพื้นที่ค้าขายหรือจัดกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ห้ามนำรูปเคารพหรือความเชื่อที่ไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเข้ามาในวัด และห้ามพระสงฆ์ใช้สถานะทางศาสนาแสวงหาประโยชน์ส่วนตน

                          ขณะที่ ด้านข้อปฏิบัติ คือการกำหนดให้วัดทำหน้าที่เป็นพื้นที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง การให้พระสงฆ์ยึดพระธรรมวินัยเป็นแกนชีวิตสงฆ์ การบริหารกิจการสงฆ์อย่างโปร่งใส และการพิจารณาแต่งตั้งสังฆาธิการจาก “การปฏิบัติจริง” มากกว่า “ความใหญ่โตของวัด” เมื่อรวมกันแล้ว ทั้งข้อห้ามและข้อปฏิบัตินี้จึงครบถ้วนเป็นกรอบ 12 ข้อที่เปลี่ยนทิศทางคณะสงฆ์อย่างเป็นระบบ

                             ผลกระทบในระยะสั้นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ความโกลาหลของวงการปลุกเสกพระเครื่อง ซึ่งเคยดำเนินกิจกรรมได้ตลอดทั้งปีและทั่วประเทศ เมื่อวัดไม่สามารถเป็นพื้นที่ประกอบพิธีได้อีกต่อไป เครือข่ายเหล่านี้ย่อมหาทางออกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการย้าย “เจ้าพิธี” จากพระผู้ใหญ่ไปสู่ฆราวาส หรือการสร้างพื้นที่พิธีนอกเขตวัด ปรากฏการณ์นี้จะทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ศาสนา กับ ความเชื่อเชิงพาณิชย์ ถูกเปิดโปงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง พร้อมตั้งคำถามใหญ่ต่อสังคมว่า สิ่งใดคือพุทธศาสนาแท้ และสิ่งใดเป็นเพียงธุรกิจศรัทธาที่อาศัยผ้าเหลืองเป็นฉากหลัง

                            อีกผลสำคัญคือการ ลดแรงจูงใจของระบบอุปถัมภ์ในสังฆาธิการ แต่เดิมการเลื่อนตำแหน่งในคณะสงฆ์มักผูกกับเสนาสนะ ความใหญ่โตของวัด หรือเครือข่ายอำนาจ มติครั้งนี้พยายามดึงเกณฑ์กลับสู่หลักพระธรรมวินัย ซึ่งถือว่าการปฏิบัติดี ประพฤติชอบ คือคุณสมบัติหลักของผู้นำสงฆ์ 

                            ขณะเดียวกัน การประกาศให้วัดเป็นพื้นที่ศึกษาและปฏิบัติธรรม ยังเป็นการย้อนกลับไปสู่บทบาทดั้งเดิมของวัดในประวัติศาสตร์ไทย ก่อนที่บทบาทดังกล่าวจะค่อย ๆ แปรผันไปตามแรงกดดันของเศรษฐกิจ สังคม และศรัทธาเชิงพาณิชย์

                             หากพิจารณาตามหลักพระธรรมวินัย วัดคือสถานที่ฝึกตน ลดกิเลส และแสวงหาความหลุดพ้น ไม่ใช่พื้นที่เพิ่มพูนความอยากหรือการแข่งขันด้านความศักดิ์สิทธิ์ มติ พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ จึงเป็นการเตือนสติครั้งใหญ่ที่สุดของพุทธศาสนาไทยในรอบศตวรรษ 

                            หรือว่าถึงโอกาสแล้ว…ที่วัดถูกขอให้ “ปฏิรูปตัวเอง” อย่างจริงจัง หลังจากพุทธศาสนิกชนไทยยกมือไหว้พระมานานนับร้อยปี แต่ปล่อยให้ศาสนาไหลไปตามกระแส โดยหวังว่าความศักดิ์สิทธิ์จะจัดการทุกอย่างแทนการปฏิบัติของมนุษย์เอง

ข่าวล่าสุด

“ซิม” จดทะเบียนทะลุ “100 ล้านเบอร์“  สวนทางประชากรจริงและกลุ่มวัยผู้ใช้

วิกฤตประชากรเสมือน เมื่อสถิติเลขหมายสะท้อนรอยรั่วความมั่นคงดิจิทัล กสทช. เร่งล้อมคอกซิมม้าภายใต้ประกาศใหม่ ท่ามกลางความท้าทายของสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

ข่าวอื่นๆ

“ซิม” จดทะเบียนทะลุ “100 ล้านเบอร์“  สวนทางประชากรจริงและกลุ่มวัยผู้ใช้

วิกฤตประชากรเสมือน เมื่อสถิติเลขหมายสะท้อนรอยรั่วความมั่นคงดิจิทัล กสทช. เร่งล้อมคอกซิมม้าภายใต้ประกาศใหม่ ท่ามกลางความท้าทายของสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

แบตเตอรี่ลิเธียมล้นเมือง  ความท้าทายใหม่ที่รัฐต้องเร่งจัดการ

จากเหตุการณ์ระทึกขวัญของข่าวรถขนส่งแบตเตอรี่บนทางด่วนบูรพาวิถีเกืดเหตุระเบิด เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตระหนกให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังเป็น "กรณีศึกษา" สำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ขยะอันตรายในประเทศไทย