หน้าแรกINSIDE - INSIGHTวิกฤต "ช็อกราคา" 6 บาท พ่นพิษแรง! ทุบความเชื่อมั่นผู้บริโภคทรุด

วิกฤต “ช็อกราคา” 6 บาท พ่นพิษแรง! ทุบความเชื่อมั่นผู้บริโภคทรุด

เผยแพร่

spot_img

จับตาโมเดลการใช้จ่ายคนไทยดิ่งเหว เมื่อน้ำมันแพงฉุดกำลังซื้อ “พรีเมียม” สู่ “ประหยัด”

                              สถานการณ์ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดล่าสุดรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร รวมระยะสั้น ๆ ร่วม 10 บาท เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 ไม่เพียงแต่สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน แต่ยังกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ลูกใหญ่ที่ฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย 

                            ข้อมูลล่าสุดจากภาคธนาคารสะท้อนชัดว่าประชาชนเริ่มเข้าสู่ภาวะ “รัดเข็มขัดสูงสุด” โดยตัดงบประมาณสินค้าฟุ่มเฟือยและเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปสู่หมวดหมู่ที่เน้นความจำเป็นและความคุ้มค่า เพื่อประคองสภาพคล่องในมือที่กำลังร่อยหรอจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้

                           สาเหตุหลักของวิกฤตการณ์ครั้งนี้มาจากปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมอย่างความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐ ฯ อิสราเอล กับอิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อเส้นทางลำเลียงพลังงานในช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ 

                         ทว่าสำหรับประเทศไทย ปัญหายิ่งซ้ำเติมหนักขึ้นเมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในภาวะติดลบมหาศาล ทำให้รัฐบาลไม่มี “เกราะกำบัง” ที่แข็งแกร่งพอจะพยุงราคาไว้ได้นานกว่านี้ จนต้องตัดสินใจปล่อยราคาให้สะท้อนกลไกตลาดกึ่งลอยตัวในจังหวะที่เปราะบางที่สุด

                         ผลกระทบที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดจากตัวเลขยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดเผยออกมา แม้ฐานลูกค้ารายใหม่จะยังเติบโตแต่ “พฤติกรรม” กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ยอดใช้จ่ายในหมวดร้านอาหารระดับพรีเมียม (Fine Dining) และสินค้าแฟชั่นแบรนด์หรูร่วงลงอย่างน่าตกใจ ในขณะที่ร้านอาหารจานด่วน (Fast Food) กลับโตขึ้น 9% สะท้อนว่าชนชั้นกลางไทยกำลังดิ้นรนปรับตัวเข้าสู่โหมดการประหยัดเพื่อความอยู่รอด โดยเลือกที่จะลดทอนความสุขส่วนตัวเพื่อนำเงินไปจ่ายค่าน้ำมันและค่าไฟที่แพงขึ้น

                        เมื่อเหลียวมองเพื่อนบ้านในอาเซียน สถานการณ์ของไทยมีความ “กึ่งกลาง” ที่น่าสนใจ แม้ราคาน้ำมันไทยจะดูแพงเมื่อเทียบกับมาเลเซียและบรูไนที่มีรัฐบาลอุดหนุนอย่างหนักจากทรัพยากรในประเทศ แต่ไทยยังคงมีราคาน้ำมันที่ต่ำกว่าสิงคโปร์ ลาว และกัมพูชา

                       อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้คนไทยเดือดร้อนหนักกว่าเพื่อนบ้านบางประเทศ คือโครงสร้าง “หนี้ครัวเรือน” ที่สูงติดอันดับโลก เมื่อต้นทุนการเดินทางพุ่งขึ้น ภาระในการชำระหนี้เดิมจึงกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้คนไทยมีเงินเหลือใช้น้อยกว่าประชาชนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน

                          ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค ให้ทัศนะว่า หากรัฐบาลยังคงปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุด “ภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากการชะลอตัวของการบริโภค” (Consumption-led Recession) อาจเกิดขึ้นได้ภายในไตรมาสหน้า โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณามาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือกองทุนน้ำมันชั่วคราว หรือใช้มาตรการ “คนละครึ่ง” ในหมวดหมู่สินค้าจำเป็นเพื่อช่วยประคองสภาพคล่องให้กับผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ไม่ให้ยอดการจับจ่ายเข้าสู่ภาวะติดลบ

                          นอกจากนี้ นักวิเคราะห์การเงิน ยังเน้นย้ำว่าธนาคารแห่งประเทศไทยควรเฝ้าระวังกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างใกล้ชิด แม้ปัจจุบันหนี้เสีย (NPL) จะยังทรงตัวที่ระดับ 1.2% ฃ- 2.3% แต่ด้วยแรงกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น อาจทำให้คุณภาพสินเชื่อเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว ข้อเสนอแนะคือการสนับสนุนให้สถาบันการเงินใช้มาตรการ “ยืดหนี้” หรือปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกเพื่อลดภาระการผ่อนชำระต่อเดือนให้สอดคล้องกับรายได้ที่ถูกเบียดบังโดยราคาน้ำมัน

                         “ในขณะที่ประชาชนต้องกัดฟันสู้กับวิกฤตค่าครองชีพถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์   ท่าทีของรัฐบาลที่ทำได้เพียงหยิบยกปัจจัยภายนอก   มาเป็นเกราะกำบังความล่าช้าในการตัดสินใจ กลับยิ่งตอกย้ำความคลุมเครือในใจสาธารณชนว่า กำลังใช้กลยุทธ์ซื้อเวลา เพื่อประคองสถานการณ์ให้ผ่านพ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ไปก่อนหรือไม่?   ส่วนเงื่อนงำ ไอ้โม่ง หรืออาจเป็นกลุ่มผลประโยชน์ลึกลับที่อยู่เบื้องหลังการระเหยหายไปของสต็อกน้ำมันจนระบบปั่นป่วนนั้น… ณ เวลานี้อาจไม่ใช่ภารกิจเร่งด่วนที่ควรจะเสียเวลาตามหาให้เหนื่อยเปล่า

                         สิ่งที่ประชาชนเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ  คือมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการฉุดราคาน้ำมันลงจากจุดวิกฤต   ก่อนที่สภาพคล่องในกระเป๋าของชาวบ้านจะเหือดแห้งไป 

2569-03-31  ผู้เขียน “ชัยทัศน์” 

ข่าวล่าสุด

แทรกเตอร์ EV งบ 8 พันล้าน ยุทธศาสตร์คาร์บอนต่ำ ต้องไม่ทิ้งบทเรียนการลงทุนภาครัฐ !

แผลเก่า..แอร์บัส A340-500 ถึงรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน คำถามสำคัญไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่เพียงใด แต่คุ้มค่าและใช้งานได้จริงแค่ไหน ?

ปิดฉาก IMF-World Bank 2026    นานาชาติปรบมือให้ไทย – ประกาศศักยภาพบนเวทีโลก

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ปิดฉากลงแล้ว

เปิดตัว “Bangkok Blueprint” ผนึกกำลัง IMF-เวิลด์แบงก์-ธปท.   กู้วิกฤตฉ้อโกงการเงินดิจิทัลระดับโลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund IMF) ร่วมกับกลุ่มธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกันเปิดตัวกรอบนโยบายระดับสูง “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ เพื่อบริการทางการเงินที่ยืดหยุ่นต่อการฉ้อโกง” (Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services)

สตง. ปะทะ ไทยพีบีเอส. ตรวจสอบเงินแผ่นดิน หรือเปิดทางศึกรื้อภาษีบาป ?

การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่มีนัยสำคัญทั้งด้านธรรมาภิบาลและเสรีภาพสื่อ

ข่าวอื่นๆ

แทรกเตอร์ EV งบ 8 พันล้าน ยุทธศาสตร์คาร์บอนต่ำ ต้องไม่ทิ้งบทเรียนการลงทุนภาครัฐ !

แผลเก่า..แอร์บัส A340-500 ถึงรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน คำถามสำคัญไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่เพียงใด แต่คุ้มค่าและใช้งานได้จริงแค่ไหน ?

ปิดฉาก IMF-World Bank 2026    นานาชาติปรบมือให้ไทย – ประกาศศักยภาพบนเวทีโลก

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ปิดฉากลงแล้ว

เปิดตัว “Bangkok Blueprint” ผนึกกำลัง IMF-เวิลด์แบงก์-ธปท.   กู้วิกฤตฉ้อโกงการเงินดิจิทัลระดับโลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund IMF) ร่วมกับกลุ่มธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกันเปิดตัวกรอบนโยบายระดับสูง “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ เพื่อบริการทางการเงินที่ยืดหยุ่นต่อการฉ้อโกง” (Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services)