วันจันทร์, เมษายน 20, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTอนุทินแข็งกร้าว! สั่งระงับสันติภาพไทย-กัมพูชา ปิดด่าน 100%

อนุทินแข็งกร้าว! สั่งระงับสันติภาพไทย-กัมพูชา ปิดด่าน 100%

เผยแพร่

spot_img

หลังทหารเหยียบทุ่นระเบิดซ้ำ ชี้ความเป็นปรปักษ์ยังไม่สิ้นสุด ส่อขัดอนุสัญญาเจนีวา

                          ท่าทีแข็งกร้าวที่สุดในรอบปี ถูกประกาศโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยในวันนี้ โดยมีการสั่งระงับ “ปฏิญญาสันติภาพ” ร่วมกับกัมพูชาทันที พร้อมทั้งสั่งปิดด่านชายแดนทุกจุด 100% หลังเกิดเหตุการณ์ทหารไทยสังกัดกองทัพภาคที่ 2 เหยียบทุ่นระเบิดซ้ำบริเวณชายแดนจังหวัดศรีสะเกษจนได้รับบาดเจ็บเป็นครั้งที่ 7 ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ทวิภาคีกำลังก้าวไปสู่การปรองดอง 

                            นายกฯ ประกาศชัด “ความเป็นปฏิปักษ์ยังไม่ลดลง” ทำให้กระบวนการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 นาย ต้องถูก “ระงับอย่างไม่มีกำหนด” ท่าทีนี้ได้นำหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการปฏิบัติต่อเชลยศึกมาเป็นเกราะป้องกันการตัดสินใจ

                            นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงเหตุการณ์ทหารไทยบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด ที่เชื่อว่าเป็นของกัมพูชาที่จงใจวางไว้ตามจุดต่าง ๆ โดยชี้ว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการยืนยันว่า “การเป็นปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงของชาติยังไม่ได้ลดลง

                          “สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้การเป็นปฏิปักษ์ที่เราคิดว่าจะลดลงไปต่อความมั่นคงของชาตินั้นไม่ได้ลดลง เมื่อไม่ได้ลดเราก็ดำเนินการอะไรที่นอกเหนือจากนี้ไม่ได้” นายอนุทินกล่าวพร้อมระบุว่าได้แจ้งไปยังกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศแล้วว่า “ต้องทำตามสิ่งที่ประเทศไทยต้องการเท่านั้น”

                             นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลถือว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ การดำเนินการตามข้อตกลง “Joint Declaration” ที่ดำเนินมาแล้วกว่าหนึ่งสัปดาห์จึงต้อง หยุดชะงักไปก่อน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีการอ่อนข้อใด ๆ ทั้งสิ้น และยังเสริมว่า ด่านชายแดนทุกด่านมีคำสั่งให้ปิด 100% ในวันเดียวกันนี้

                               การตัดสินใจดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการส่งตัว 18 เชลยศึกชาวกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวไว้ตั้งแต่ “สงคราม 5 วัน” เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยโฆษกฯ ยืนยันว่า “เรื่องนี้ก็ต้องหยุดไปก่อนเช่นกัน”

                             ใน “อนุสัญญาเจนีวา” ฉบับที่ 3 ค.ศ. 1949 ว่าด้วยเชลยศึก มาตรา 118   ระบุไว้ว่า “เชลยศึกจะได้รับการปล่อยตัวและส่งตัวกลับประเทศโดยไม่ชักช้า หลังจากการยุติการสู้รบอย่างแท้จริง“(Cessation of Active Hostilities)

                  การที่ทหารไทยยังคงถูกโจมตีด้วยทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่องและเจตนาวางกับดัก เป็นหลักฐานที่แข็งแกร่งว่า “การยุติการสู้รบอย่างแท้จริง” ตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญายัง ไม่เกิดขึ้น หรือได้ถูกกัมพูชาละเมิดและทำให้การสู้รบปะทุขึ้นใหม่ 

                 การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีไทยจึงสอดคล้องกับหลักการนี้โดยชอบธรรม ซึ่งทำให้รัฐบาลไทยมีสิทธิ์โดยสมบูรณ์ที่จะระงับการปล่อยตัวเชลยศึกไว้ก่อน จนกว่าจะมีการ “เคลียร์เรื่องการเหยียบทุ่นระเบิด” และพิสูจน์เจตนาอันเป็นมิตรของกัมพูชาได้

แม้ว่าแต่เดิมนั้น ไทยอาจปล่อยตัวเชลยศึกโดยมีเงื่อนไข 4 ข้อที่กัมพูชาต้องปฏิบัติก่อน แต่พฤติการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงการขาดความจริงใจในการปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านั้น

              ไทยต้องแสดงท่าทีชัดเจนด้วยการประท้วงตามหลักกฏหมายระหว่างประเทศต่อกัมพูชา กำหนดเงื่อนไขการพิสูจน์การยุติการสู้รบ ให้กัมพูชาต้องดำเนินการตามมาตรการที่ นานาชาติสามารถตรวจสอบได้จริง  และการให้คำมั่นอย่างเป็นทางการที่น่าเชื่อถือว่าจะไม่เกิดการรุกรานใด ๆ อีก

               ไทยต้องส่งสัญญาณทุกช่องทางถึงนานาชาติและกลุ่มผู้สังเกตการณ์ (AOT) อย่างชัดเจน ให้เห็นถึงพฤติการณ์อันน่ารังเกียจที่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  พร้อมทั้งสื่อสารประชาสัมพันธ์ถึงการรับรู้อย่างกว้างขวางในโอกาสแรก

                        การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ 

เป็นการยืนยันความชอบธรรมระดับสากล  ภายใต้หลักการที่ว่า “สันติภาพที่แท้จริงต้องมาก่อนพันธกรณีใด ๆ”

         หากรัฐบาลกัมพูชายังคงพยายามซ่อน “ความเป็นปฏิปักษ์” ไว้ใต้ “ปฏิญญาสันติภาพ” เช่นนี้ ก็คงต้องให้เวลาเชลยศึกทั้ง 18 นาย ได้เพลิดเพลินกับ “ชีวิตที่ดีกว่าและอาหารที่อุดมสมบูรณ์” ในฐานะแขกของประเทศไทยต่อไป จนกว่ากัมพูชาจะพร้อมแสดง “ความจริงใจ” ที่จับต้องได้มากกว่าแค่การเซ็นสัญญาบนแผ่นกระดาษ

ข่าวล่าสุด

อาวุธที่ทรงพลังที่สุดคือ “การยอมรับความจริง”

เหตุการณ์ความเปราะบางเชิงวาทกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหมบินไปทันที เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า "คำพูด" ในพื้นที่ละเอียดอ่อนนั้นมีน้ำหนักยิ่งกว่าอาวุธชนิดใด

 10 ข้อควรรู้: เปิดแอร์หน้าร้อนยังไง… ให้เย็นฉ่ำและค่าไฟไม่พุ่ง!

เปิดแอร์อุณหภูมิเท่าไหร่ ประหยัดไฟที่สุด? ป้าดาแนะนำที่ 25-26 องศาเซลเซียส ค่ะ เป็นระดับที่ร่างกายกำลังสบายและคอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป หากอยากเย็นกว่านี้ให้ใช้ "พัดลม" ช่วยเป่าจะเย็นขึ้นอีก 1-2 องศา

End Game ที่ควรจะเกิดขึ้น

อิหร่านจะเป็นฮีโร่ของโลกมุสลิม และของโลก หากสามารถปลดล็อคปัญหาเรื้อรังของตะวันออกกลางที่ City of London วางยาเอาไว้ได้

คนไทยหนุนโทษประหารคนโกง

คนไทยใครยังไม่หมดหวัง มาช่วยกันส่งเสียง ดันให้ถึงรัฐบาล "หนุนใช้โมเดล จีน,สิงคโปร์,เวียดนาม ออกกฎหมาย ปราบคอรัปชั่นขั้นเด็ดขาด(โกง=ประหาร)

ข่าวอื่นๆ

อาวุธที่ทรงพลังที่สุดคือ “การยอมรับความจริง”

เหตุการณ์ความเปราะบางเชิงวาทกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหมบินไปทันที เป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า "คำพูด" ในพื้นที่ละเอียดอ่อนนั้นมีน้ำหนักยิ่งกว่าอาวุธชนิดใด

รื้อระบบ  “ฟรีวีซ่า” ตัดวงจร“ทุนเทา“  หรือทุบหม้อข้าว…ท่องเที่ยว ?

เดินหน้าเขย่านโยบายคนเข้าเมืองครั้งใหญ่ เตรียมชงมาตรการลดวันพำนัก "ฟรีวีซ่า" (Visa Exemption) จากเดิมที่เคยขยายให้ถึง 60 วัน กลับมาสู่มาตรฐานเดิมที่ 30 วัน เพื่อยกระดับความมั่นคงและคัดกรอง "นักท่องเที่ยวคุณภาพ"

รัฐถือ“ไม้เรียว” จัดระเบียบทุนพลังงาน   รื้อโครงสร้างราคา “หน้าโรงกลั่น”

ภาพลักษณ์ใหม่ของกระทรวงพลังงานภายใต้การนำของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีความชัดเจนและดุดันยิ่งขึ้นในการประกาศยุทธศาสตร์ “ไม่เกรงใจกลุ่มทุน”