หน้าแรกINSIDE - INSIGHTอาณัติประชามติ 20 ล้านเสียง  กำแพงเหล็กประชาชน หรือแค่ทางผ่านนิติสงคราม?

อาณัติประชามติ 20 ล้านเสียง  กำแพงเหล็กประชาชน หรือแค่ทางผ่านนิติสงคราม?

เผยแพร่

spot_img

  เมื่อเสียงสวรรค์ปะทะค่ายกลกฎหมาย วัดใจ “สว.-พลังประชารัฐ” จะขวางหรือจะข้าม?

                               ผลประชามติอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่คนไทยเกือบ 20 ล้านคนเทคะแนนเห็นชอบให้ “รื้อใหญ่” รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กลายเป็นอาณัติใหม่ที่สั่นคลอนโครงสร้างอำนาจเดิม ทว่าท่ามกลางการเฉลิมฉลอง “นิติสงคราม” รอบใหม่กำลังก่อตัวขึ้นที่หัวบันไดศาลรัฐธรรมนูญ

                               20 ล้านเสียงอาจเป็น “กำแพงเหล็ก” ที่ทรงพลังที่สุดในเชิงรัฐศาสตร์ แต่ในทางนิติศาสตร์ไทย เสียงประชาชนมักจะพ่ายแพ้ให้กับ “เทคนิคการตีความ” ที่แยบยลเพียงไม่กี่บรรทัด

ปฐมบทแห่งอาณัติ   จากคูหาประชามติสู่เงื่อนไขทางกฎหมาย

                                ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น หลังการลงคะแนนครั้งประวัติศาสตร์ที่มีผู้เห็นชอบทะลุเกือบ 20 ล้านคน ตามพุทธปัญญาแห่งกฎหมายประชามติและรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เมื่อผ่านประชามติแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือคณะรัฐมนตรีต้องเร่งเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภา เพื่อเปิดทางให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” (สสร.) เข้ามาทำหน้าที่ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ (ยกเว้นหมวด 1 และ 2)

                                นี่คือเส้นทางบังคับที่ “ฝ่ายบริหาร” และ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ต้องปฏิบัติเพื่อสนองรับเจตนารมณ์สูงสุดของเจ้าของอำนาจอธิปไตย

 กำแพงเหล็กประชาชน VS กองทัพนิติสงคราม

                               ในทางรัฐศาสตร์ 20 ล้านเสียงคือ “กำแพงเหล็ก” ที่สร้างความชอบธรรมให้พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนอย่างมหาศาล หากวุฒิสภา (สว.) หรือฝ่ายอนุรักษนิยมยังคงใช้สูตรเดิมคือการ “ดึงเช็ง” หรือโหวตคว่ำในวาระรับหลักการ จะเท่ากับเป็นการประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์กับความต้องการของมหาชนโดยตรง ซึ่งความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสภา แต่อาจนำไปสู่ “วิกฤตศรัทธา” และการเมืองบนท้องถนนที่รุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยปรากฏ

ค่ายกลพลังประชารัฐ  รหัสลับ กับเขตหวงห้าม

                                 อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดจาก “ไพบูลย์ นิติตะวัน” แห่งพรรคพลังประชารัฐ ได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงการ “เปลี่ยนสนามรบ” จากคูหาเลือกตั้งไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยยกประเด็น “ความมั่นคงของสถาบันหลัก” มาเป็นโล่ป้องกัน ยุทธศาสตร์ที่ต้องระวังคือการยื่นคำร้องว่าการร่างใหม่ “ทั้งฉบับ” อาจเป็นการล้มล้างการปกครอง นี่คือ “ไม้ตาย” เดิมที่ถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อสร้าง “ทางตัน” ทางกฎหมายให้กับการตั้ง สสร.

 จุดเปราะบางในสภา สงครามแย่งชิง “สัดส่วน สสร.”

                                    หากสามารถฝ่าด่านนิติสงครามไปได้ ศึกต่อไปที่รอนักการเมืองอยู่คือ “ที่มาของ สสร.” ซึ่งเป็นจุดเปราะบางที่สุด ฝั่งประชาชนต้องการการเลือกตั้ง 100% เพื่อความยึดโยงกับประชาชน แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมต้องการสูตร “ผสม” เพื่อดึงผู้ทรงคุณวุฒิที่ตนไว้ใจเข้ามาคานอำนาจ หากการเจรจาในชั้นกรรมาธิการล้มเหลว กระบวนการแก้ไขที่ดูเหมือนจะราบรื่นจากประชามติ ก็อาจจะไปสะดุดหยุดลงที่ขั้นตอนปลีกย่อยเหล่านี้ จนกลายเป็นการ “เตะถ่วง” เวลาออกไปอย่างไม่มีกำหนด

 คาดการณ์สถานการณ์  เมื่อฟันเฟืองอำนาจเริ่มขัดกันเอง

                                  ลำดับต่อไปที่เราจะได้เห็นคือ การประลองกำลังระหว่าง “รัฐบาลบาลที่กุมอาณัติ” กับ “องค์กรอิสระที่กุมอำนาจตีความ” คาดหมายว่าฝ่ายอนุรักษนิยมจะเดินเกมคู่ขนาน ทั้งการสร้างเงื่อนไขในชั้นกรรมาธิการและการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อชะลอกระบวนการ หาก กกต. และศาลฯ ขยับเร็วเกินไปก่อนที่สภาจะเริ่มลงมือ จะถือเป็นการส่งสัญญาณบดขยี้เสียง 20 ล้านเสียงอย่างไม่ไว้หน้า และนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของสุญญากาศทางการเมืองครั้งใหม่

 รัฐธรรมนูญไทย – แก้ง่ายเหมือนปลอกกล้วย (ถ้าเขาอนุญาต)

                                 ในท้ายที่สุด การจะแก้รัฐธรรมนูญไทยนั้นว่ากันว่า “ยากยิ่งกว่าการเข็นครกขึ้นภูเขา” แต่บางครั้งก็ “ง่ายเหมือนปอกล้วยเข้าปาก” ถ้าผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจลงตัว 20 ล้านเสียงอาจจะเป็นเพียง “ตัวเลขสถิติ” ในกระดาษที่ถูกวางไว้บนหิ้งตราบเท่าที่ “ผู้อนุญาต” ยังไม่พยักหน้า เพราะในประเทศนี้ กฎหมายไม่ได้เขียนด้วยน้ำหมึกของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่เขียนด้วยปลายปากกาของคนที่อ้างว่า “รู้ดีกว่าประชาชน” ว่าบ้านเมืองควรไปทางไหน

                                เมื่อประชาชนกว่า 20 ล้านคนร่วมกันมอบ “กุญแจอาณัติ”  ดอกสำคัญไว้ในมือรัฐบาลใหม่แล้ว หน้าที่เดียวที่ท่านต้องทำคือการรีบเดินไปไขประตูสภาเพื่อเปิดทางให้มี สสร. โดยเร็วที่สุด อย่ามัวแต่ถือกุญแจไว้ชื่นชมจนลืมเวลา เพราะในทางการเมืองนั้น หากท่านไม่รีบไขประตูเปิดรับเจตนารมณ์มหาชน ประตูดอกเดิมนี้เองอาจถูกล็อกตายด้วยเทคนิคทางกฎหมายที่ท่านคาดไม่ถึง ความตั้งใจที่ล่าช้ามีค่าเท่ากับความพยายามที่จะเพิกเฉย และโปรดระวังว่าหากเจ้าของกุญแจเขาเห็นว่าท่านเอาแต่ถือไว้แต่ไม่ยอมไขเสียที เขาอาจจะทวงคืนกุญแจดอกนี้ด้วยวิธีที่รัฐบาลไม่อยากเห็นที่สุด

2569-02-22  “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

“สรพงษ์-เศรษฐา-ยอดรัก” กลบ  “ให้เหล้า..เท่ากับแช่ง” 

มื่อแคมเปญรณรงค์ “เสียงเตือนจากสวรรค์” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่นำเอาคลังเสียงของศิลปินผู้ล่วงลับ ทั้ง เศรษฐา ศิรฉายา, สรพงษ์ ชาตรี, ยอดรัก สลักใจ, มาสังเคราะห์คำพูดใหม่เพื่อเตือนเรื่องอาหารใส่บาตรพระสงฆ์ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่องกาลเทศะ ในการสร้าง “ความลวงเสมือนจริง”

กรมศิลปากรเปิดม่านโรงละครแห่งชาติ หลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่

สำหรับการปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อให้โรงละครแห่งชาติมีคุณภาพทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดอยู่ในมาตรฐานของยุโรปที่นิยมใช้กันในโรงละครชั้นนำทั่วโลก

ทำอย่างไร ?  การรักษาให้เลิกบุหรี่จะได้ผลดีกว่านี้

“ดูตัวเลขการรักษาเลิกบุหรี่ พบว่าคนที่เลิกบุหรี่สำเร็จมีน้อยมาก ทั้งๆ ที่เราเพิ่มการคัดกรอง ให้บริการผ่านร้านยา และยาฟรี มีคลินิกฟ้าใส รวมถึง application แจ้งเตือนแล้ว

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

ข่าวอื่นๆ

“สรพงษ์-เศรษฐา-ยอดรัก” กลบ  “ให้เหล้า..เท่ากับแช่ง” 

มื่อแคมเปญรณรงค์ “เสียงเตือนจากสวรรค์” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่นำเอาคลังเสียงของศิลปินผู้ล่วงลับ ทั้ง เศรษฐา ศิรฉายา, สรพงษ์ ชาตรี, ยอดรัก สลักใจ, มาสังเคราะห์คำพูดใหม่เพื่อเตือนเรื่องอาหารใส่บาตรพระสงฆ์ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่องกาลเทศะ ในการสร้าง “ความลวงเสมือนจริง”

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

เหมือนเกมไต่ลวดสลิงเมืองคาซาน

การเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีการเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย