หวังให้บีบไทยขอแบ่งเค้กพลังงานอ่าวไทย
เจาะลึกมติ ครม. ประวัติศาสตร์ 5 พฤษภาคม 2569 ไทยประกาศถอนตัวฝ่ายเดียว ล้างไพ่บันทึกความเข้าใจเจ้าปัญหา ส่งผลพนมเปญเต้น ฮุน มาเนต ชิงส่งจดหมายถึงเลขาฯ สหประชาชาติ ลากไทยเข้าสู่กลไกไกล่เกลี่ยทางทะเล วงในชี้ชัดไม่ใช่เกมรุก แต่คืออาการ “จนแต้ม” ของประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตความมั่นคงทางทะเลและพลังงาน หวังใช้เวทีพหุภาคีสร้างมาตรการชั่วคราวเพื่อขอแบ่งผลประโยชน์ ขณะที่ไทยไร้กังวล ถือสิทธิ์อันชอบธรรมและหลักฐานที่เป็นจริง
วิกฤตการณ์พื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเล (OCA) ระหว่างไทยและกัมพูชา ได้ก้าวข้ามขอบเขตการเจรจาทวิภาคีเข้าสู่ฉากทัศน์ระดับพหุภาคีในประวัติศาสตร์เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไทยมีมติ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ประกาศยกเลิกและถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจฉบับปี 2544 หรือ MOU 2544 ส่งผลให้ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาระบายความอัดอั้นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมประกาศสวนกลับด้วยการลากไทยเข้าสู่กระบวนการ “การประนอมภาคบังคับ” ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982)
ท่าทีลนลานของพนมเปญในครั้งนี้ นักวิเคราะห์สายเศรษฐกิจการเมืองมองทะลุปรุโปร่งว่า ไม่ใช่เกมรุกทางยุทธศาสตร์อันชาญฉลาด หากแต่เป็นอาการ “จนแต้ม” ทางพลังงานที่บีบให้กัมพูชาต้องวิ่งโร่ไปพึ่งใบบุญ UN เพื่อหวังใช้บารมีคนกลางมาบีบให้ไทยยอมเปิดเค้กขุมทรัพย์ในอ่าวไทยประทังชีพ
ชนวนเหตุของเกมพลิกผันรอบนี้ เกิดขึ้นจากการที่ประเทศไทยตัดสินใจถอดสลักระเบิดเวลาทางการทูต หลังจากทนคาราคาซังมานานกว่า 20 ปี โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่ากรอบเจรจาเดิมไม่ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม การที่ไทยประกาศยกเลิก MOU 2544 จึงเป็นการทลายเกาะกำบังเจ้าปัญหาที่เคยผูกโยงเรื่องการแบ่งเขตแดนและการพัฒนาพื้นที่พลังงานร่วมกันไว้เป็นแพ็กเกจเดียว ที่ผ่านมา กรอบนี้ทำให้กัมพูชาถือไพ่เหนือกว่าอย่างไม่เป็นธรรม เพราะใช้แท็กติกเตะถ่วงเรื่องเขตแดนเพื่อบีบให้ไทยยอมเจรจาเรื่องผลประโยชน์พลังงาน แต่เมื่อไทยตัดสินใจล้างไพ่และบังคับให้ทุกอย่างกลับมาเริ่มต้นกันใหม่บนพื้นฐานกฎหมายสากลที่แท้จริง กัมพูชาจึงสูญเสียแต้มต่อบนโต๊ะเจรจาสองฝ่ายทันที จนต้องรีบวิ่งหาทางดึงเชือกเหนี่ยวรั้งไทยไว้ผ่านองค์กรระหว่างประเทศ
“คณะกรรมการประนอม” ตามภาคผนวก 5 ของอนุสัญญา UNCLOS 1982 นั้น มีศักดิ์และสิทธิ์แตกต่างจากศาลโลก (ICJ) อย่างสิ้นเชิง กลไกนี้เป็นเพียงการตั้งคณะกรรมการคนกลางขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่รับฟังข้อมูลของทั้งสองฝ่าย แล้วจัดทำรายงาน “ข้อเสนอแนะ” เพื่อหาทางออกที่ประนีประนอมที่สุด จุดตายของกลไกนี้ที่ชาวไทยสบายใจได้คือ ผลลัพธ์ของมัน “ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย” คณะกรรมการไม่ได้มีอำนาจชี้ขาดว่าใครถูกหรือผิด และไม่มีสิทธิ์ขีดเส้นเขตแดนใหม่ให้ใคร หากรายงานออกมาแล้วไทยเห็นว่าเสียเปรียบสิทธิ์อันชอบธรรม เรามีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ยอมรับข้อเสนอแนะนั้นได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
มีรายงานว่า กัมพูชากำลังเผชิญภาวะอ่อนแรงและวิกฤตความมั่นคงด้านทะเลรอบทิศ ทั้งเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลที่ล้าหลัง และความต้องการทรัพยากรพลังงานมาเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจภายในประเทศที่กำลังง่อนแง่่น การเติบโตที่ต้องการไฟฟ้าราคาถูกบีบให้รัฐบาลกัมพูชาต้องดิ้นรนหาแหล่งทุนโดยด่วน เกมวิ่งหา UN จึงเป็นพฤติกรรม “อยากได้แก๊สจนใจสั่น” หวังใช้กรรมการสากลมาทำหน้าที่กำหนดมาตรการชั่วคราวเพื่อบีบให้ไทยยอมแบ่งเค้กพลังงานให้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ตนเองยังไม่มีความพร้อมแม้แต่จะคิดและทำตัวแบบรัฐทางทะเลที่แท้จริงด้วยซ้ำ
ท่ามกลางสงครามจิตวิทยาและการทูตที่กัมพูชาพยายามโหมกระพือ ฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาลไทยกลับนิ่งสงบและไม่ได้แสดงความวิตกกังวลแม้แต่น้อย เนื่องจากไทยมั่นใจในหลักฐานทางประวัติศาสตร์และกฎหมายทะเลที่เป็นจริง โดยเฉพาะการลากเส้นเขตแดนตามหลักสากลรอบเกาะกูด ซึ่งไทยมีอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ ต่างจากเส้นอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาที่ลากในปี 2515 ซึ่งเป็นการลากเส้นตามอำเภอใจผ่าทะลุเกาะของไทย อันเป็นวิธีกระทำที่ขัดต่อกฎหมายทะเล UNCLOS อย่างรุนแรง การที่กัมพูชาเลือกเวทีประนอมภาคบังคับแทนการฟ้องศาลโลกที่มีคำพิพากษาผูกพัน ก็เป็นข้อพิสูจน์ในตัวเองแล้วว่า กัมพูชารู้อยู่เต็มอกว่าหากต้องหักล้างกันด้วยข้อกฎหมายที่เข้มงวด เส้นเขตแดนของตนเองจะพังทลายลงในพริบตา
แม้ผลของการประนอมข้อพิพาทจะไม่มีสภาพบังคับเช่นเดียวกับคำพิพากษา แต่รายงานขององค์การสหประชาชาติย่อมมีน้ำหนักทางการเมืองในเวทีสากลสูง การปรับเปลี่ยนกระบวนการเจรจาจากทวิภาคีไปสู่พหุภาคีในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทีมกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญของไทยจะได้ใช้เวทีสากลในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า แผนที่และการอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาขาดฐานรองรับทางกฎหมายที่ชอบธรรม พร้อมทั้งส่งสัญญาณให้ประเทศเพื่อนบ้านตระหนักว่า การทูตยุคใหม่ไม่อาจอาศัยกลวิธีประวิงเวลาหรือแสวงหาผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป
พฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของกัมพูชาในการนำกลไกพหุภาคีเข้ามาเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพลังงาน อย่างไรก็ตาม ในบริบทโลกที่ขับเคลื่อนด้วยหลักนิติธรรม การดำเนินนโยบายในลักษณะฉวยโอกาสทางกฎหมายเช่นนี้ แม้จะสร้างความได้เปรียบในระยะสั้น แต่ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพทางการทูตของกัมพูชาบนเวทีโลก ซึ่งระเบียบโลกใหม่มุ่งเน้นการปฏิบัติตามพันธกรณีและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสำคัญ
2569-06-09 “ชัยทัศน์”



