หน้าแรกปกิณกะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดุเดือดและน่าจับตามองที่สุด

อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดุเดือดและน่าจับตามองที่สุด

เผยแพร่

spot_img

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง AlixPartners ได้พยากรณ์อนาคตที่น่าตกใจเอาไว้

จากผู้ผลิตรถยนต์พลังงานทางเลือกกว่า 129 รายในประเทศจีน อาจจะมีเพียง 15 บริษัทเท่านั้นที่จะสามารถยืนหยัดอยู่รอดได้จนถึงปี 2030…

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่โหดร้าย แบรนด์ที่อ่อนแอก็จะถูกคัดออกไปตามกลไกตลาด

แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง BYD หรือ Xpeng อาจจะเป็นชื่อแรกที่หลายคนนึกถึงว่าจะรอด

แต่มีอีกหนึ่งแบรนด์ที่น่าจับตามองและมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ทรงพลังอย่างมาก แบรนด์นั้นคือ “Geely”…

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากชายหนุ่มที่ชื่อ Li Shufu ในปี 1982 เขาไม่ได้เติบโตมาในครอบครัววิศวกรหรือมีเงินทุนมหาศาล

เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มในเมืองไทโจว มณฑลเจ้อเจียง ที่เพิ่งเรียนจบและใช้เงินของขวัญวันเรียนจบไปซื้อกล้องถ่ายรูปยี่ห้อ Seagull ซึ่งเป็นแบรนด์ยอดนิยมในยุคนั้น

เขาไม่ได้แค่ซื้อมาถ่ายรูปเล่น แต่เขามองเห็นโอกาสทางธุรกิจ

Li Shufu เริ่มต้นธุรกิจแรกด้วยการรับจ้างถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ด้วยสายตาที่เฉียบคม เขาเปลี่ยนเงินลงทุนก้อนเล็กให้กลายเป็นร้านถ่ายรูป

เขาทำเงินล้านหยวนแรกในชีวิตได้สำเร็จในเวลาเพียงไม่กี่ปี ประสบการณ์จากร้านถ่ายรูปสอนให้เขารู้จักการมองหาโอกาสและปรับตัวตามความต้องการของตลาดอยู่เสมอ…

เมื่อประเทศจีนเริ่มเปิดกว้างและเศรษฐกิจกำลังเติบโต คนจีนเริ่มมีฐานะดีขึ้นและมองหาสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้าน สินค้าที่ทุกคนใฝ่ฝันในตอนนั้นคือตู้เย็น

ลองจินตนาการถึงยุคที่เครื่องใช้ไฟฟ้าคือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง Li Shufu มองเห็นโอกาสทองนี้ จึงนำเงินทุนที่ได้จากร้านถ่ายรูปไปเปิดโรงงานผลิตชิ้นส่วนตู้เย็นในปี 1984

ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วมากจนเขาตัดสินใจสร้างแบรนด์ตู้เย็นของตัวเองในชื่อ Arctic ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย จนกระทั่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น…

ในปี 1989 รัฐบาลกลางของจีนเริ่มเข้ามาควบคุมและบังคับใช้นโยบายเรื่องใบอนุญาตการผลิตตู้เย็น แบรนด์ Arctic ของเขาไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น

การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เพียงครั้งเดียวทำให้ธุรกิจตู้เย็นของเขาต้องหยุดชะงักลงทันที หลายคนอาจจะยอมแพ้และกลับไปทำร้านถ่ายรูป แต่ไม่ใช่กับชายคนนี้…

Li Shufu ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค เขาหันไปตั้งโรงงานผลิตแผ่นอะลูมิเนียมร่วมกับครอบครัว เพื่อรักษาฐานการผลิตและเงินทุนเอาไว้ ก่อนที่ความฝันที่ใหญ่กว่าจะก่อตัวขึ้นในปี 1993

เขาอยากผลิตรถยนต์ แต่ในยุคนั้นอุตสาหกรรมรถยนต์ในจีนถูกควบคุมโดยรัฐอย่างเข้มงวดและไม่อนุญาตให้บริษัทเอกชนเข้าไปแข่งขัน เขาจึงต้องลดขนาดความฝันลงมาเป็นการผลิตรถมอเตอร์ไซค์แทน

Li Shufu ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการโรงงานผลิตมอเตอร์ไซค์ของรัฐที่กำลังจะล้มละลาย และเริ่มต้นศึกษาการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยวิธีที่เรียบง่ายที่สุด

นั่นคือการแกะชิ้นส่วนออกมาดูว่ามันทำงานอย่างไร แล้วนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาพัฒนาต่อยอดจนสามารถสร้างมอเตอร์ไซค์แบรนด์ Geely คันแรกได้สำเร็จ

ธุรกิจมอเตอร์ไซค์กลายเป็นเครื่องจักรทำเงินที่สำคัญและเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ความฝันที่แท้จริงของเขาในการสร้างรถยนต์สัญชาติจีนที่โลกต้องจดจำ…

ความมุ่งมั่นที่จะสร้างรถยนต์ยังคงลุกโชนอยู่เสมอ ในช่วงปลายยุค 1990 ตลาดรถยนต์ในจีนยังคงถูกผูกขาดโดยรัฐวิสาหกิจที่ร่วมทุนกับแบรนด์ต่างชาติ

การที่บริษัทเอกชนเล็กๆ จะลุกขึ้นมาสร้างรถยนต์ถือเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ Li Shufu ชื่นชมแบรนด์ระดับโลกอย่าง Mercedes-Benz มาก

เขาถึงขั้นลงทุนซื้อรถ Mercedes-Benz มาคันหนึ่งเพื่อสั่งให้ทีมงานแกะและแยกชิ้นส่วนออกมาศึกษาแบบเดียวกับที่เคยทำกับมอเตอร์ไซค์

แต่รถยนต์มีความซับซ้อนกว่ามาก ทีมงานของเขาไม่สามารถประกอบมันกลับคืนได้

ความล้มเหลวครั้งนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่าอาย แต่มันกลับกลายเป็นบทเรียนที่มีค่ามหาศาล…

ในที่สุดปี 1998 รถยนต์รุ่นแรกที่ชื่อว่า Haoqing ก็ได้เปิดตัวออกสู่ตลาด โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากรถยนต์ Daihatsu Charade ซึ่งมีจุดเด่นเพียงอย่างเดียวคือราคาที่เข้าถึงได้ง่าย

รถยนต์ในยุคแรกของ Geely แม้จะขายได้ด้วยราคาที่ถูก แต่ก็ตามมาด้วยปัญหาด้านคุณภาพที่มากมายมหาศาล

รถยนต์ของเขาถูกผู้บริโภคชาวจีนด้วยกันเองมองว่าเป็นเพียงสินค้าที่ไม่มีมาตรฐาน

เคยสงสัยไหมว่าแบรนด์จะอยู่รอดได้อย่างไรถ้าคนในประเทศตัวเองยังไม่เชื่อมั่น จุดวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในช่วงต้นยุค 2000

เมื่อรถยนต์ของ Geely ถูกนำไปทดสอบการชน และผลลัพธ์ที่ออกมานั้นน่าผิดหวังอย่างยิ่ง ข่าวลือและภาพลักษณ์เรื่องความปลอดภัยที่ย่ำแย่กระจายไปทั่วประเทศ

Geely กลายเป็นสัญลักษณ์ของสินค้าราคาถูกที่คุณภาพไม่น่าไว้ใจ นำมาซึ่งความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุด หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป อนาคตของบริษัทคงต้องจบลงอย่างแน่นอน…

นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท เมื่อรู้ตัวว่าการแข่งขันด้วยราคาไม่สามารถสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนได้

ในปี 2007 Geely ได้ออกแถลงการณ์ประวัติศาสตร์ที่รู้จักกันในชื่อ “Ningbo Declaration” แถลงการณ์นี้คือคำมั่นสัญญาว่าบริษัทจะเลิกพึ่งพากลยุทธ์การหั่นราคา

พวกเขาจะหันมาทุ่มเทให้กับคุณภาพ เทคโนโลยี และความน่าเชื่อถืออย่างเต็มรูปแบบ นี่ไม่ใช่แค่วาทกรรมสวยหรู แต่บริษัทได้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่

พนักงานจำนวนมากถูกโยกย้ายไปอยู่แผนกวิจัยและพัฒนา มีการทุ่มเงินมหาศาลเพื่อยกระดับมาตรฐานโรงงานและเทคโนโลยีความปลอดภัย

แม้ในช่วงแรกหลายคนจะยังคงตั้งข้อกังขา แต่ Geely ก็ค่อยๆ พิสูจน์ตัวเองผ่านรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีมาตรฐานดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด…

และแล้วโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ก็มาถึง วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ทำให้ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกันอย่าง Ford ต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างหนัก

จนต้องตัดสินใจขายแบรนด์รถยนต์หรูในเครือทิ้งไป หนึ่งในนั้นคือ Volvo แบรนด์รถยนต์จากสวีเดนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของความปลอดภัยระดับโลก

Li Shufu มองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในวิกฤตนี้ทันที การได้ครอบครอง Volvo ไม่ใช่แค่การมีแบรนด์หรูมาประดับบารมี แต่มันคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ…

มันคือทางลัดที่จะทำให้ Geely เข้าถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงสุด หลังจากใช้เวลาเจรจาอย่างยาวนาน ในที่สุดปี 2010 ดีลสะท้านโลกก็เกิดขึ้น

Geely ประกาศเข้าซื้อกิจการ Volvo ด้วยมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ดีลครั้งนี้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์…

หลายคนตั้งคำถามว่าบริษัทรถยนต์จากจีนที่เคยถูกปรามาสว่าผลิตแต่สินค้าราคาถูก จะสามารถบริหารแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Volvo ได้อย่างไร

บางคนถึงกับทำนายว่านี่คือจุดเริ่มต้นของจุดจบสำหรับ Volvo แต่ Li Shufu กลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดในวงการธุรกิจ

เขาไม่ได้ส่งทีมงานจากจีนเข้าไปครอบงำหรือรื้อโครงสร้างการบริหารของ Volvo เลยแม้แต่น้อย เขาเลือกใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่าปล่อยเสือเข้าป่า หรือการให้อิสระอย่างเต็มที่

สำนักงานใหญ่ยังคงอยู่ที่สวีเดน ทีมวิศวกรและการออกแบบยังคงเป็นความรับผิดชอบของคนท้องถิ่น สิ่งที่ Geely ทำคือการสนับสนุนด้านเงินทุน

รวมถึงการเปิดประตูสู่ตลาดประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การดำเนินงานร่วมกันระหว่างระบบบริหารที่มีวิสัยทัศน์และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง…

ไม่นานนัก Volvo ก็กลับมาผงาดและทำกำไรได้อีกครั้ง ยอดขายพุ่งทะยานขึ้นทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น ความร่วมมือระหว่างสองบริษัทยังนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมชิ้นเอก

นั่นคือสถาปัตยกรรมยานยนต์ที่ชื่อว่า “Compact Modular Architecture” แพลตฟอร์มนี้เปรียบเสมือนโครงกระดูกอัจฉริยะที่สามารถนำไปปรับใช้กับรถยนต์ได้หลากหลายรุ่น

ไม่ว่าจะเป็นรถของ Volvo รถของ Geely หรือแม้แต่แบรนด์ใหม่อย่าง Lynk & Co แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ทุกแบรนด์ในเครือสามารถใช้งานร่วมกันได้…

การแบ่งปันเทคโนโลยีความปลอดภัยและสมรรถนะระดับสูงร่วมกัน เป็นการลดต้นทุนและประหยัดเวลาในการพัฒนาไปได้อย่างมหาศาล และความสำเร็จจากการบริหาร Volvo ทำให้ Geely ค้นพบสูตรลับ

พวกเขาเริ่มใช้โมเดลการเป็นพันธมิตรที่เคารพในตัวตนของแบรนด์ไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนอื่นๆ ในปี 2017 Geely สร้างความฮือฮาอีกครั้ง

ด้วยการเข้าซื้อหุ้นใหญ่ใน Lotus แบรนด์รถสปอร์ตระดับตำนานจากอังกฤษที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน แทนที่จะเข้าไปรื้อระบบ พวกเขาเลือกที่จะเชื่อมั่น

Geely อัดฉีดเงินทุนและปล่อยให้ทีมวิศวกรของ Lotus ได้ทำในสิ่งที่พวกเขาถนัดที่สุด จนเกิดเป็นโปรเจกต์พลิกชีวิตอย่างการสร้างรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า Eletre

สิ่งนี้ดึง Lotus กลับมาโลดแล่นในตลาดโลกได้อีกครั้ง นอกจากนี้ Geely ยังขยายขอบเขตการลงทุนด้วยการเข้าไปถือหุ้นใน Aston Martin แบรนด์รถยนต์หรูระดับโลก

การตัดสินใจครั้งนี้เพื่อเรียนรู้วิธีการทำตลาดระดับบน และในขณะเดียวกันก็ช่วยเปิดประตูตลาดจีนให้กับพันธมิตรตะวันตก…

จากที่เคยต้องแอบซื้อรถ Mercedes-Benz มาแกะชิ้นส่วนในวันนั้น วันนี้ Geely ได้ก้าวขึ้นมาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ทัดเทียมกับค่ายดาวสามแฉก

ทั้งสองบริษัทได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อพลิกโฉมแบรนด์ Smart ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยให้ Mercedes-Benz รับผิดชอบด้านการออกแบบ

ในขณะที่ Geely รับหน้าที่ดูแลด้านวิศวกรรมและการผลิตทั้งหมด นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าโลกของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เปลี่ยนไปแล้ว

บริษัทจากจีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามที่คอยลอกเลียนแบบอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดทิศทางของเทคโนโลยีร่วมกับแบรนด์ชั้นนำของโลก…

ในวันนี้ Geely ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ แต่กำลังทรานส์ฟอร์มตัวเองไปสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีการเดินทางอย่างเต็มรูปแบบ

ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Smart Geely 2025” บริษัทตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำในยุคของยานยนต์ไฟฟ้าผ่านแบรนด์พรีเมียมอย่าง Zeekr และซีรีส์ Geely Galaxy

พวกเขาไม่ได้มองแค่การสร้างรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า แต่มองข้ามช็อตไปถึงการสร้างระบบนิเวศการเดินทางที่สมบูรณ์แบบเพื่ออนาคต

ท่ามกลางคู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง BYD หรือผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Xiaomi การสร้างความแตกต่างจึงเป็นเรื่องสำคัญในการเอาตัวรอด

Geely ถึงขั้นลงทุนมหาศาลในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพื่อให้รถยนต์ทุกคันสามารถเชื่อมต่อสื่อสารกันได้แบบไร้รอยต่อ

เทคโนโลยีนี้จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับระบบการขับขี่อัตโนมัติในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่ายรถยนต์ทั่วโลกกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด…

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทาง จากเด็กหนุ่มที่เดินถือกล้องถ่ายรูป Seagull รับจ้างถ่ายภาพนักท่องเที่ยว สู่การล้มลุกคลุกคลานในธุรกิจตู้เย็น Arctic

การเริ่มต้นประกอบรถมอเตอร์ไซค์ การฝ่าฟันอุปสรรคในวันที่สร้างรถยนต์รุ่น Haoqing จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของแบรนด์ระดับโลก

และร่วมกำหนดทิศทางยานยนต์แห่งอนาคต เรื่องราวของ Li Shufu และ Geely พิสูจน์ให้เห็นอะไรหลายอย่างที่ทรงคุณค่า

การจะเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจไม่ได้มาจากการหั่นราคาเพื่อเอาชนะคู่แข่งเพียงชั่วคราว แต่มันมาจากการยอมรับจุดอ่อนของตัวเอง และความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลง

การแสวงหาพันธมิตรที่ชาญฉลาด และที่สำคัญที่สุดคือการให้เกียรติและเคารพในคุณค่าของผู้อื่น สิ่งเหล่านี้คือรากฐานที่มั่นคง

นี่คือเคล็ดลับที่เปลี่ยนอดีตมวยรองให้กลายมาเป็นผู้ท้าชิงมงกุฎในสังเวียนอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ…

References : [reuters, bloomberg, forbes, geely, chinacarhistory]

◤━━━━━━━━━━━━━━━◥

หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม ‘กดไลก์’ 

 หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม ‘กดแชร์’

คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม

◣━━━━━━━━━━━━━━━◢

#Geely #รถยนต์ไฟฟ้า #LiShufu #ประวัติธุรกิจ #ธุรกิจรถยนต์ #รถEV #Volvo #กลยุทธ์ธุรกิจ #กรณีศึกษา #สาระธุรกิจ  

ข่าวล่าสุด

วันนี้    “วิสาขบูชาสากลโลก”  2569  พลวัตแห่งศรัทธาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งประชาคมโลกต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงภูมิรัฐศาสตร์อันสลับซับซ้อนและวิถีทุนนิยมที่เร่งรัด วันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช 2569 ยิ่งทวีความสำคัญในฐานะหมุดหมายเชิงอุดมการณ์ที่เตือนใจให้มนุษยชาติหันกลับมาพิจารณาถึงความสงบภายในอันเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพที่แท้จริง

“A Spectacular Convergence of Faith and Culture: Wat Sarod Celebrates New Preceptor”

"Bangkok’s historic Wat Sarod, located in the Rat Burana District, is set to host an extraordinary cultural and religious milestone on May 30, 2026.

โปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำเวียตนาม เข้าเฝ้าฯ  มุ่งเจรจาการค้าพลิกฟื้น…เสถียรภาพอินโดจีน

ในวโรกาสอันเป็นนิมิตหมายอันดีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายโต เลิม และคณะผู้แทนเวียดนาม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

หรือ…ตราชั่งชำรุดที่จุดเริ่มต้น ?  เมื่อศาลตัดสินจำคุกอดีต ประธาน ปปช.กับพวก

วานนี้ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่สั่งจำคุกอดีตประธาน ปปช. และกรรมการ กรณีปกปิดข้อความเอกสารคดีนาฬิกาหรู แม้จะเป็นเพียงเสี้ยวแรกของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลต้นที่ยังไม่ถึงที่สุด

ข่าวอื่นๆ

รู้หรือไม่ อเมริกาเคยมีเมืองหลวงมาแล้วทั้งหมด 9 แห่ง 

ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) รัฐเพนซิลเวเนีย เมืองหลวงแห่งแรกของสหรัฐอเมริกาไม่เป็นทางการแต่เป็นที่ยอมรับในวงกว้างและเป็นเมืองหลวงหลักหลายครั้งตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1774-1800

“เรือนเสมือนญาติ” วัดอมรินทราราม เมื่อ “วัด” จับมือ “โรงพยาบาล” ให้ที่พักผู้ป่วยยากไร้

“เรือนเสมือนญาติ” สถานที่พักของผู้ป่วยยากไร้ จากความร่วมมือของ “วัดอมรินทราราม” และ “รพ.ศิริราช” จัด “ที่พักฉุกเฉิน” ระหว่างเข้ารับการรักษา

4 ทายาทตระกูล “สมิตะมาน” แสดงเจตนำนงบริจาคที่ดินใจกลางเมืองวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กว่า 66 ไร่

4 ทายาทตระกูล "สมิตะมาน" แสดงเจตนำนงบริจาคที่ดินใจกลางเมืองวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี กว่า 66 ไร่ มูลค่า 1,000 ล้านบาท