หน้าแรกเศรษฐกิจ การเงิน IMF ประเมิน ปี 2569 เอเชียยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

 IMF ประเมิน ปี 2569 เอเชียยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

เผยแพร่

spot_img

สงครามตะวันออกกลาง : IMF ประเมิน ปี 2569 เอเชียยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

 สงครามในตะวันออกกลางกำลังเป็นบททดสอบสำคัญต่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเอเชีย ซึ่งก้าวเข้าสู่ปี 2569 บนรากฐานที่ยังมั่นคง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าเศรษฐกิจเอเชียจะขยายตัวร้อยละ 4.4 ในปี 2569 ชะลอลงจากร้อยละ 5.0 ในปี 2568 และคาดว่าจะชะลอตัวต่อเนื่องมาอยู่ที่ร้อยละ 4.2 ในปี 2570 

แต่ภูมิภาคนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก โดยมีทั้งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น,เกาหลีใต้ และกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีน, อินเดีย และประเทศในอาเซียน เป็นแรงส่งสำคัญของภูมิภาค

 ข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศสะท้อนภาพที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มเศรษฐกิจ โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียยังเผชิญแรงกดดันจากอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว และวงจรการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่อง แม้บางประเทศอย่างญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จะได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการใช้จ่ายภาคเอกชนที่ทยอยฟื้นตัว แต่ภาพรวมการเติบโตยังจำกัดเมื่อเทียบกับกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทำให้ภารกิจด้านนโยบายการคลังและนโยบายการเงินของภาครัฐต้องเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างการประคองการเติบโตและการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

 ในทางกลับกัน กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และกำลังพัฒนาในเอเชีย (EMDEs) รวมถึงจีน  อินเดีย และประเทศในอาเซียน ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการขยายตัวของภูมิภาค โดยมีทั้งแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก 

อย่างไรก็ดี รายงานของ IMF ยังเตือนว่า ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ผันผวน และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ หากยืดเยื้อ อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนและส่งผ่านแรงกดดันไปยังต้นทุนการเงินของประเทศในกลุ่มนี้ได้เช่นกัน

สำหรับภูมิภาค ASEAN และไทย ข้อมูลของ IMF ชี้ว่า แม้เศรษฐกิจยังมีแรงขับเคลื่อนจากการท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ตัวเลขการเติบโตถูกปรับลดลงชัดเจน โดย IMF คาดว่ากลุ่มประเทศ ASEAN จะเติบโตชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 4.1 ในปี 2568 หลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากปัจจัยภายนอกและอุปสงค์ภายในที่อ่อนแรงในบางประเทศ 

ขณะที่ตารางคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียและแปซิฟิกยังสะท้อนว่า ไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญความเสี่ยงเพิ่มเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งกดดันเสถียรภาพด้านราคาพลังงานและต้นทุนการนำเข้า รวมถึงเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเส้นทางการค้าทางทะเล หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจทำให้ช่องว่างระหว่างศักยภาพการเติบโตของภูมิภาคกับการขยายตัวจริงกว้างขึ้น และบีบให้รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการดูแลค่าครองชีพและประคองความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้มากยิ่งขึ้น

IMCT NEWS 18-04-2026

ที่มา https://www.imf.org/en/publications/reo/apac/issues/2026/04/16/regional-economic-outlook-for-asia-and-pacific-april-2026

ข่าวล่าสุด

“นอมินีข้ามชาติ” มหันตภัยเศรษฐกิจอำพราง

จากกระแสข่าวที่หนาหูขึ้นทุกวันเกี่ยวกับการรุกคืบของกลุ่มทุนต่างชาติที่พยายามเข้าถือครองย่านเศรษฐกิจสำคัญ จนเป็นเหตุให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง

รำลึก 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม

รำลึก 34 ปี เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2569 ณ สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ

1,300 ล้าน “ลิขสิทธิ์บอลโลก” ?  “จอดำ” หรือได้สนุก..รอลุ้นบนทางแพร่งของความล้มเหลว  !

สถานการณ์ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "โหมดวิกฤต" อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อเข็มนาฬิกาถอยหลังสู่การเปิดสนามท่ามกลางความเงียบงันของหน่วยงานรัฐและ กสทช.

เรื่องสั้น  “คืนวิกฤติ”

โป้ง….โป้ง…..โป้ง งงง…“ เสียงปืนดังแหวกอากาศเหนือท่าเรือร้าง รุนแรงและแม่นยำ ไม่ใช่การยิงขู่ แต่เป็นการยิง “บังคับทิศทาง”

ข่าวอื่นๆ

บทเรียนจากศรีลังกา ท่าเรือที่ไม่มีเรือมาจอด

ท่าเรือ Hambantota แทบไม่มีเรือมาใช้บริการ ในปี 2016 ท่าเรือทำรายได้เพียง 11.81 ล้านดอลลาร์ แต่ค่าใช้จ่ายสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์ กำไรเพียง 1.81 ล้านดอลลาร์ ไม่พอจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้แม้แต่น้อย

GDP เวียดนามแซงหน้าไทยไปแล้วประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เศรษฐกิจของเวียดนามกำลังเข้าใกล้และได้แซงหน้าประเทศไทยไปประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์

บางครั้ง ชัยชนะที่แท้จริง อาจไม่ใช่การเอาชนะคู่แข่ง

ลองนึกภาพ... ถ้าวันหนึ่ง มีคนเอา "ความลับระดับบริษัท" ของ Coca-Cola ไปเสนอขายให้คู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Pepsi ในราคา 1.5 ล้านดอลลาร์