หน้าแรกข่าวรอบโลกสื่อนอกเสนอข่าวจากเสือตัวที่ 5 ไทยทรุดเป็น‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ เศรษฐกิจซบ

สื่อนอกเสนอข่าวจากเสือตัวที่ 5 ไทยทรุดเป็น‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ เศรษฐกิจซบ

เผยแพร่

spot_img

(4 ก.พ. 69)สื่อนอกตีข่าว เศรษฐกิจไทยติดกับดักการเติบโตต่ำเพียง 2% ต่อปีมานานกว่า 5 ปี ท่ามกลางเครื่องยนต์หลักทั้งการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยวอ่อนแรงพร้อมกัน จากยุคที่เคยเป็น “เสือเศรษฐกิจเอเชีย” วันนี้ประเทศกลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ท่ามกลางสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนพุ่งใกล้ 90% ของ GDP และการเมืองไร้เสถียรภาพ นักเศรษฐศาสตร์เตือนหากไม่ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ภาวะซบเซาอาจยืดเยื้อยาวนานกว่าที่เคยเผชิญมา

 สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทม์ส รายงานว่า เศรษฐกิจไทยซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำเพียงราว 2% ต่อปีต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี ท่ามกลางการอ่อนแรงพร้อมกันของเครื่องยนต์หลักทั้งการบริโภคภาคครัวเรือน ภาคการผลิต และการท่องเที่ยว ภาวะชะลอตัวที่ยืดเยื้อ ทำให้เศรษฐกิจไทยแทบไม่สามารถเร่งความเร็วได้ แม้โลกจะเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตโควิดแล้วก็ตาม

จากยุคที่ประเทศไทยเคยถูกยกย่องว่าเป็น “เสือเศรษฐกิจเอเชีย” ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 13% ในปี 2531 วันนี้ภาพดังกล่าวกลายเป็นอดีตอันห่างไกล เศรษฐกิจถูกฉุดรั้งด้วยโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว จำนวนประชากรที่หดตัว หนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นใกล้ 90% ของ GDP ค่าจ้างที่แทบไม่เพิ่ม และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงต่อเนื่อง นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากไม่มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะซบเซาที่ยาวนานกว่าที่เคยประสบมา

เศรษฐกิจซบเซาท่ามกลางการเมืองไร้เสถียรภาพ

นอกจากปัญหาทางโครงสร้างดังที่เกริ่นมาแล้ว สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทม์ส รายงานว่า เศรษฐกิจไทยยังถูกซ้ำเติมด้วยความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ลากยาวหลายปี ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจราชการ-ทหารกับพรรคการเมืองสายปฏิรูป ซึ่งชนะการเลือกตั้งสองครั้งหลังสุดแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่งผลให้การกำหนดนโยบายขาดความต่อเนื่อง โดยภายในเวลาเพียง 3 ปี ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน สร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจ

ภายในภาวะดังกล่าว นักเศรษฐศาสตร์จากภาคการเงินมองว่าสถานะของไทยเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ จากประเทศที่เคยถูกขนานนามว่าเป็น “Teflon Thailand” ซึ่งดูเหมือนจะทนทานต่อแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้ กลับกลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ภายในเวลาไม่ถึงทศวรรษ ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องวัฏจักรอุปสงค์ แต่สะท้อนถึงการขาดเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

สัญญาณของภาวะเศรษฐกิจซบเซาปรากฏชัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารพาณิชย์เริ่มปล่อยสินเชื่อลดลงจากความกังวลต่อการผิดนัดชำระหนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี เงินเฟ้อทั่วไปติดลบในปีที่ผ่านมา สะท้อนกำลังซื้อที่อ่อนแรง ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในเอเชียในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยดัชนีลดลงราว 10% ในปี 2568 ขณะที่รัฐบาลประเมินการเติบโตปีนี้ไว้ที่ 2% แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดเพียง 1.6% ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่สูงถึง 19% และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสายตาของภาคเอกชน

อุตสาหกรรมถดถอย กำลังซื้ออ่อนแรง และการท่องเที่ยวสะดุด

ในช่วงที่ผ่านมา ภาคการผลิตของไทยยังถดถอยลงต่อเนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ การหลั่งไหลเข้ามาของสินค้าจีนราคาถูก และการแข่งขันที่รุนแรงจากฐานการผลิตใหม่อย่างเวียดนาม ผลกระทบดังกล่าวสะท้อนชัดในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค โรงงานของค่ายรถยนต์รายใหญ่อย่างนิสสัน ฮอนด้า และซูซูกิ ทยอยปิดตัวหรือปรับลดกำลังการผลิต ส่งผลต่อการจ้างงานและผลผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยตัวเลขการผลิต ยอดขายในประเทศ และอัตราการใช้กำลังการผลิตยังไม่ฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด

ในฝั่งผู้บริโภค ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงประกอบกับรายได้ที่แทบไม่เพิ่ม ทำให้คนไทยจำนวนมากลดการใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงและสินค้าฟุ่มเฟือย ร้านค้าและธุรกิจบริการเริ่มเห็นลูกค้าลดลงอย่างชัดเจน ภาพร้านทำผมที่มีลูกค้าน้อยลง หรือผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าราคาประหยัดชิ้นละ 20 บาท สะท้อนการรัดเข็มขัดในชีวิตประจำวัน แนวโน้มดังกล่าวยิ่งน่ากังวล เมื่อประชากรไทยลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ และอัตราการเกิดในปี 2568 ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี

ด้านภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ ก็เริ่มสะดุดอย่างเห็นได้ชัด ในปี 2568 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 32.9 ล้านคน ลดลง 7% จากปีก่อนหน้า และยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่เคยแตะ 40 ล้านคนในปี 2562 ปัจจัยด้านความปลอดภัยหลังเหตุลักพาตัวนักแสดงชาวจีนที่เชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงไซเบอร์ รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศอย่างเวียดนามและญี่ปุ่น ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคค้าปลีก เกษตรกรรม และการก่อสร้างโรงแรม

แม้เศรษฐกิจไทยอาจยังไม่ถึงขั้นวิกฤติรุนแรง แต่เสียงเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์สะท้อนตรงกันว่า หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ภาวะซบเซาในวันนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความท้าทายที่หนักหนากว่านี้ในอนาคต

ที่มา: The Financial Times

https://www.amarintv.com/spotlight/economy/537274

ข่าวล่าสุด

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

ข่าวอื่นๆ

หวัง อี้ พบหารือกับอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน 

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 หวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน พบหารือกับอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ณ กรุงปักกิ่ง อารักชีได้ชี้แจงความคืบหน้าล่าสุดของการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา รวมทั้งข้อพิจารณาในขั้นตอนต่อไปของฝ่ายอิหร่าน โดยระบุว่า...

จีนปั้นโรงกลั่นขนาดใหญ่ ดันไนจีเรียขึ้นแท่นฮับพลังงานแอฟริกา 

พลังขับเคลื่อนด้านอุตสาหกรรมของประเทศจีน กำลังเปลี่ยนสถานะของประเทศไนจีเรีย ให้กลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปสุทธิ (Net exporter)

OPEC+ เพิ่มผลิตน้ำมัน 188,000 บาร์เรล/วัน ประชุมแรกปราศจาก UAE

กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลัก 7 ประเทศ ประกาศว่าจะเพิ่มการผลิตในเดือนมิถุนายน โดยเพิ่มน้อยกว่าการเพิ่มผลิตในเดือนพฤษภาคมที่ 206,000 บาร์เรลต่อวัน