หน้าแรกข่าวรอบโลกเลขาธิการยูเอ็นเตือน "ยูเอ็น" เสี่ยงล้มละลาย เข้าสู่ภาวะถังแตก?

เลขาธิการยูเอ็นเตือน “ยูเอ็น” เสี่ยงล้มละลาย เข้าสู่ภาวะถังแตก?

เผยแพร่

spot_img

“ยูเอ็น” ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ขณะที่ “กูเตร์เรส” เตือนยูเอ็นกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงล้มละลายจาก 2 ปัจจัยหลักทั้งประเทศสมาชิกไม่จ่ายเงินและปัญหาคืนงบประมาณ

องค์การระหว่างประเทศได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 กันถ้วนหน้า รวมถึงองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่เผชิญปัญหาทางการเงินอย่างหนักและเรื้อรังมานานหลายปี แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ตัดลดเงินช่วยเหลือทั่วโลก ยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ให้รุนแรงมากขึ้น

รองโฆษกยูเอ็นยอมรับก่อนหน้านี้ว่า แม้ประเทศสมาชิกมากกว่า 150 ประเทศจะจ่ายเงินครบเมื่อปี 2025 แต่ขณะเดียวกันกลับเป็นปีที่ประเทศต่างๆ ค้างจ่ายเงินยูเอ็นสูงทำสถิติถึง 1,560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือใกล้แตะ 50,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ามากกว่า 2 เท่า

อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการยูเอ็น ร้องขอให้ประเทศต่างๆ จ่ายเงินที่ยังคงค้าง พร้อมทั้งเตือนว่ายูเอ็นเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะล้มละลายและอาจจะถังแตกภายในเดือน ก.ค.นี้

ตามระเบียบของยูเอ็น ประเทศสมาชิก 193 ประเทศจะต้องจ่ายเงินค่าสมาชิกให้ยูเอ็น เพื่อสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยจะคำนวณจากขนาดเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ สหรัฐฯ มีส่วนแบ่งมากที่สุดที่ 22% ตามมาด้วยจีนประมาณ 20% ทิ้งห่างอันดับ 3 อย่างญี่ปุ่นที่อยู่ที่ไม่ถึง 7% และเยอรมนีไม่ถึง 6%

ข้อมูลจากยูเอ็น พบว่า ปัจจุบันมีอย่างน้อย 41 ประเทศที่จ่ายเงินของปี 2026 ครบตามจำนวนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นประเทศในแถบยุโรป โดยก้อนใหญ่ๆ คำนวณเป็นตัวเลขกลมๆ มีอังกฤษ 128 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, แคนาดา 81 ล้านดอลลาร์, เกาหลีใต้ 75 ล้านดอลลาร์ และเนเธอร์แลนด์ 42 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ประเทศในอาเซียนจ่ายครบแล้ว 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ 15 ล้านดอลลาร์, มาเลเซีย 10 ล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 6 ล้านดอลลาร์ โดยตามปกติที่มีข้อมูลปรากฏในเว็บไซต์ของยูเอ็น ย้อนไปจนถึงปี 2001 พบว่าไม่เคยมีปีไหนที่ยูเอ็นได้เงินจากประเทศสมาชิกครบทุกประเทศ สูงสุดคือ 153 ประเทศเมื่อปี 2021

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เตรียมย้ายเจ้าหน้าที่เกือบ 300 คนจากสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก ไปยังเมืองบอนน์ของเยอรมนี และอีกประมาณ 100 คนไปยังสเปน ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปรับตัวเข้ากับสถานะทางการเงินและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลังรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดลดเงินทุนสนับสนุนและเน้นนโยบาย America First

เมื่อนักข่าวไปถามผู้นำสหรัฐฯ เกี่ยวกับปัญหาทางการเงินของยูเอ็น ทรัมป์คุยว่าเขาเป็นคนที่จะช่วยกอบกู้สถานการณ์ของยูเอ็นได้ เพียงแค่ยูเอ็นร้องขอ และเขาสามารถแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆ โดยจะติดต่อไปให้ประเทศต่างๆ ส่งเงินมาให้ยูเอ็นได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่ทรัมป์กลับไม่ได้พูดถึงเรื่องประเทศตัวเอง

เงินที่ประเทศต่างๆ จ่ายให้ยูเอ็นแบ่งเป็นหลักๆ 2 ก้อน คือ งบประมาณทั่วไป กับงบประมาณเพื่อรักษาสันติภาพ โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยพิวในสหรัฐฯ อ้างตัวเลขจากเอกสารของยูเอ็นจนถึงกลางปี 2025 พบว่า สหรัฐฯ ติดเงินยูเอ็นมากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น 1,530 ล้านสำหรับงบรักษาสันติภาพและที่เหลือเป็นงบทั่วไป สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ติดเงินยูเอ็นก้อนนี้สูงที่สุดนับตั้งแตีปี 2010

แม้สหรัฐฯ จะไม่ใช่ประเทศเดียวที่ติดเงินยูเอ็น แต่ด้วยความที่เป็นประเทศใหญ่ เงินคงค้างจึงก้อนใหญ่ตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลทรัมป์ปฏิเสธที่จะจ่ายเงินตามที่ตกลงกัน แต่ทรัมป์กลับระบุว่าตนเองไม่รู้มาก่อนว่าสหรัฐฯ ติดเงินยูเอ็น และเชื่อว่ายูเอ็นจะไม่ย้ายสำนักงานออกจากนิวยอร์กเพราะไม่มีเงินด้วยเช่นกัน

นอกจากปัญหาเรื่องไม่ได้เงินจากประเทศสมาชิกแล้ว ยูเอ็นยังต้องคืนเงินให้กับประเทศสมาชิกด้วย ทั้งที่ไม่ได้รับเงินก้อนนั้น ปัญหานี้มีที่มาจากระเบียบของยูเอ็นที่กำหนดให้ยูเอ็นต้องคืนเงินงบประมาณโครงการที่ใช้ไม่หมดให้กับประเทศต่างๆ

ปัญหาคือ ยูเอ็นไม่ได้เงินของโครงการนั้นๆ จากประเทศต่างๆ มาตั้งแต่ครั้งแรก แต่กลับต้องควักเงินที่ตัวเองมีอยู่ในกระเป๋าคืนให้กับประเทศเหล่านั้นตามระเบียบ ซึ่งกลายเป็นปัญหา 2 เด้ง เพราะนอกจากจะไม่ได้เงินแล้วยังต้องควักเนื้อตัวเองอีก

หนึ่งในข้อเรียกร้องของกูเตร์เรส คือ การขอให้ประเทศสมาชิกตกลงแก้ไขระเบียบการจ่ายเงินคืนดังกล่าว เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นซ้ำเติมปัญหาทางการเงินของยูเอ็นให้ยิ่งเลวร้ายลง ถึงแม้สหรัฐฯ จะไม่ใช่ปัจจัยเดียวแต่ก็เป็นปัจจัยใหญ่ เพราะนอกจากเรื่องเงินแล้ว ทรัมป์ยังบั่นทอนความน่าเชื่อถือของยูเอ็นให้ตกต่ำลงในสายตาชาวโลก

( ที่มา https://www.thaipbs.or.th/news/content/501791 )

ข่าวล่าสุด

เรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภาเร่งผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากการมีส่วนร่วมของประชาชน

80 องค์กรประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ประชาชนไทยกา “เห็นชอบ” เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ครึ่งวัน ทะลุ 21 ล้านแห่ชิงสิทธิ “60/40”  สะท้อนวิกฤตเงินตึงมือทั่วหน้า

ปรากฏการณ์ประชาชนแห่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบจนยอดลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” พุ่งทะลุเกินกว่า 21.5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันแรก

“รัฐมนตรี” ต้องไม่ใช่ “นักรบอารมณ์” บนเวทีการเมือง

กรณีวิวาทะระหว่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในประเด็น “อคติส่วนตัวของรัฐมนตรี” กำลังสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่า “การเถียงกันทางการเมือง” มันกำลังสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่“อารมณ์” เริ่มแทรกเหนือ “วุฒิภาวะ” และนั่นคือสัญญาณอันตรายของสังคมประชาธิปไตยทุกแห่งในโลก รัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “คนชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ผู้ใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งหมายความว่าทุกคำพูดทุกท่าทีทุกอคติล้วนส่งผลต่อประชาชนทั้งประเทศ หากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงออกด้วยความโกรธ...

คนแก่กับหมาแก่…ในวันที่โลกทั้งใบ “ดับสัญญาณ”

เมื่อโลกดับสัญญาณ… คนแก่คือไฟดวงสุดท้าย ชายชราคนหนึ่งถูกไล่ออกจากงาน หลังทำงานดูแลโรงเรียนมานาน 42 ปี เหตุผลสั้นๆคือ “ตอนนี้มีเครื่องอัตโนมัติแล้ว เราไม่มีงบจ่ายบำนาญ”

ข่าวอื่นๆ

หวัง อี้ พบหารือกับอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน 

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 หวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน พบหารือกับอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ณ กรุงปักกิ่ง อารักชีได้ชี้แจงความคืบหน้าล่าสุดของการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา รวมทั้งข้อพิจารณาในขั้นตอนต่อไปของฝ่ายอิหร่าน โดยระบุว่า...

จีนปั้นโรงกลั่นขนาดใหญ่ ดันไนจีเรียขึ้นแท่นฮับพลังงานแอฟริกา 

พลังขับเคลื่อนด้านอุตสาหกรรมของประเทศจีน กำลังเปลี่ยนสถานะของประเทศไนจีเรีย ให้กลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปสุทธิ (Net exporter)

OPEC+ เพิ่มผลิตน้ำมัน 188,000 บาร์เรล/วัน ประชุมแรกปราศจาก UAE

กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลัก 7 ประเทศ ประกาศว่าจะเพิ่มการผลิตในเดือนมิถุนายน โดยเพิ่มน้อยกว่าการเพิ่มผลิตในเดือนพฤษภาคมที่ 206,000 บาร์เรลต่อวัน