ยาวหน่อยครับ แต่คนที่มีลูก มีหลาน น่าจะได้อ่านนะครับ
………..
พูดเรื่องนี้ในฐานะพ่อคนหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ในฐานะคนสอน AI
ผมมีลูก 2 คน คนโตอายุ 6 ขวบ กำลังเข้าประถม คนเล็กอายุ 3 ขวบ
ทุกวันผมทำงานกับ AI
ผมเห็นว่า AI ทำอะไรได้บ้าง
เขียนบทความได้ สร้างภาพได้ แปลภาษาได้
วิเคราะห์ข้อมูลได้ เขียนโค้ดได้ วางแผนธุรกิจได้
แล้วผมก็ถามตัวเองทุกวันว่า
“แล้วลูกเราต้องเรียนอะไร ถ้า AI มันทำได้หมดเลย?”
ผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนที่ติดตามเรื่อง AI
ก็มีคำถามนี้เหมือนกัน
วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่า ผมหาคำตอบเจอแล้วครับ
1) ก่อนอื่น — ตัวเลขที่พ่อแม่ทุกคนต้องรู้
World Economic Forum ออกรายงาน Future of Jobs Report 2025
สำรวจบริษัทกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก บอกชัดเจนว่า:
• ภายในปี 2030 งาน 92 ล้านตำแหน่งจะหายไป
• แต่จะมีงานใหม่เกิดขึ้น 170 ล้านตำแหน่ง
• รวมแล้ว “เพิ่ม” สุทธิ 78 ล้านตำแหน่ง
• 39% ของทักษะที่ต้องใช้ในตลาดงาน จะเปลี่ยนไปภายในปี 2030
• 63% ของนายจ้างบอกว่า Skills Gap คือปัญหาใหญ่ที่สุด
• 80% ของบริษัทวางแผน Upskill พนักงานเรื่อง AI
คิดดูว่า ลูกของเรา ถ้าอายุ 6 ขวบวันนี้
จะจบมหาวิทยาลัยประมาณปี 2040
ปี 2040 ครับ
ตอนนั้น AI จะเป็นยังไง ไม่มีใครรู้
แม้แต่ Demis Hassabis CEO ของ Google DeepMind
ผู้ได้ Nobel Prize ยังบอกเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า
AGI อาจมาถึงภายใน 5 ปี
เท่ากับว่า ลูกของเราจะเติบโตในโลกที่
AI ฉลาดเท่ามนุษย์ หรืออาจฉลาดกว่า
คำถามคือ เราจะเตรียมเขาให้พร้อมยังไง?
2) สิ่งที่ “ไม่ต้องเรียน” อีกต่อไป — อาจทำให้หลายคนตกใจ
ผมพูดตรงๆ เลยนะครับ
มีหลายอย่างที่เราถูกสอนมาว่า “สำคัญ”
แต่ในโลก AI มันอาจไม่สำคัญเท่าเดิมแล้ว
ท่องจำข้อมูล — AI จำได้หมด ค้นหาได้ทันที
การท่องจำเพื่อสอบ จะมีคุณค่าน้อยลงเรื่อยๆ
คำนวณตัวเลข — เครื่องคิดเลขทำได้ตั้งแต่ 50 ปีก่อน
AI ทำได้ดีกว่าอีก
เขียนรายงานยาวๆ แบบ “รวบรวมข้อมูล”
— AI สรุปข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์ 100 เท่า
เรียน Coding ภาษาเฉพาะ — ภาษา Programming ที่ลูกเราเรียนวันนี้
อาจล้าสมัยภายใน 10 ปี
Hassabis เองก็บอกว่า AI จะเขียนโค้ดได้ดีกว่ามนุษย์เร็วๆ นี้
ไม่ได้หมายความว่าเรื่องเหล่านี้ไม่มีประโยชน์เลย
แต่ “สัดส่วน” ของความสำคัญเปลี่ยนไปแล้ว
เหมือนสมัยก่อน ลายมือสวยเป็นทักษะที่สำคัญมาก
แต่พอคอมพิวเตอร์มา ลายมือสวยก็ยังดี
แต่ไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินอนาคตอีกต่อไป
3) 7 ทักษะที่ลูกเราต้องมีในยุค AI — จากข้อมูลจริง
จากรายงาน WEF 2025 + งานวิจัยด้าน AI Education
ผมสรุปเป็น 7 ทักษะที่ลูกเราต้องมีครับ
ทักษะที่ 1: Critical Thinking — คิดวิเคราะห์ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
นี่คือทักษะสำคัญที่สุดครับ
เพราะ AI สร้างข้อมูลได้มหาศาล
แต่ไม่ได้แปลว่าข้อมูลทั้งหมดจะถูกต้อง
AI “หลอก” ได้ ตอบผิดอย่างมั่นใจ
สร้างข้อมูลปลอมที่ดูเหมือนจริง
เด็กที่คิดวิเคราะห์เป็น จะแยกได้ว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง
ในขณะที่เด็กที่เชื่อทุกอย่างที่ AI บอก จะมีปัญหา
วิธีฝึก: ถามลูกบ่อยๆ ว่า “ทำไมคิดอย่างนั้น?”
“มีหลักฐานอะไร?” “ถ้ามองอีกมุมล่ะ?”
อย่าให้คำตอบ ให้คำถาม
ทักษะที่ 2: Creativity — ความคิดสร้างสรรค์
งานวิจัยล่าสุดเดือนมกราคม 2026
เปรียบเทียบ AI กับมนุษย์ 100,000 คน
พบว่า AI ทำคะแนนความคิดสร้างสรรค์ “เฉลี่ย” ได้สูงกว่ามนุษย์ทั่วไป
แต่ คนที่สร้างสรรค์จริงๆ ยังชนะ AI อยู่
นั่นแปลว่า ถ้าลูกเราเป็น “คนธรรมดา” ที่คิดเหมือนคนอื่น AI จะทำแทนได้
แต่ถ้าลูกเราคิด “ต่าง” จริงๆ AI ยังตามไม่ทัน
Hassabis เองก็พูดที่ India AI Summit ว่า
“ความสามารถในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง สำคัญกว่าความสามารถในการหาคำตอบ”
วิธีฝึก: ปล่อยให้ลูกเล่นอิสระ วาดรูป แต่งเรื่อง ทดลอง
ไม่ต้องมีคำตอบที่ถูกเสมอ
“การเล่น” คือรากฐานของความคิดสร้างสรรค์
ทักษะที่ 3: Emotional Intelligence — ความฉลาดทางอารมณ์
งานวิจัยบอกว่า 85% ของงานที่ต้องใช้ Emotional Intelligence
มีความเสี่ยงต่ำที่จะถูก AI แทนที่
เพราะ AI ยังไม่มี “ความรู้สึก” จริงๆ
ไม่มี Empathy จริงๆ
ไม่สามารถเข้าใจอารมณ์มนุษย์ได้ลึกซึ้ง
อาชีพเช่น ครู หมอ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ผู้นำทีม
ล้วนต้องใช้ EQ สูง และ AI ยังทำแทนไม่ได้
วิธีฝึก: สอนลูกรู้จักอารมณ์ตัวเอง เข้าใจอารมณ์คนอื่น
ฝึกการฟัง การเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่แค่เก่งเลข
ทักษะที่ 4: AI Literacy — รู้จักใช้ AI เป็นเครื่องมือ
นี่คือทักษะที่ “ใหม่” จริงๆ ที่รุ่นเราไม่เคยมี
WEF บอกชัดว่า AI & Big Data
เป็นทักษะที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดงานปี 2025-2030
แต่ AI Literacy ไม่ได้แปลว่า “เขียนโค้ด AI” ได้
มันแปลว่า:
• รู้ว่า AI ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้
• ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยงานได้
• สั่ง AI ได้ตรงจุด (Prompt Literacy)
• ตรวจสอบผลงาน AI ได้ ไม่เชื่อทุกอย่าง
• เข้าใจจริยธรรมของ AI
เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน “รู้จักขับรถ”
ไม่จำเป็นต้อง “สร้างรถเป็น”
วิธีฝึก: ให้ลูกลองใช้ AI เช่น ChatGPT หรือ Gemini ด้วยกัน
ใช้สร้างเรื่อง สร้างภาพ แต่ต้องสอนตรวจสอบผลลัพธ์ด้วย
อายุ 5-7 ขวบ ใช้คู่กับพ่อแม่
อายุ 8 ขวบขึ้นไป เริ่มลองใช้เอง
ทักษะที่ 5: Adaptability — ความสามารถในการปรับตัว
WEF จัดให้ Resilience, Flexibility and Agility
เป็น 1 ใน 10 ทักษะสำคัญที่สุดในปี 2030
เพราะโลกจะเปลี่ยนเร็วมาก
สิ่งที่เรียนวันนี้อาจล้าสมัยใน 5 ปี
เด็กที่ปรับตัวเร็ว เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดเวลา จะอยู่รอด
แต่เด็กที่ “เก่งแค่เรื่องเดียว” แล้วปรับตัวไม่ได้ จะลำบาก
วิธีฝึก: ให้ลูกลองทำสิ่งใหม่ๆ บ่อยๆ
ไม่ต้องกลัวพลาด ล้มแล้วลุก ลองแล้วไม่ชอบก็เปลี่ยนได้
สิ่งสำคัญคือ “ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง”
ทักษะที่ 6: Curiosity & Lifelong Learning — ความอยากรู้ + เรียนรู้ตลอดชีวิต
WEF จัดให้ Curiosity and Lifelong Learning
เป็นอีก 1 ในทักษะสำคัญที่สุด
เพราะในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว
คนที่ “หยุดเรียน” คือคนที่ “หยุดเติบโต”
ลูกของเราจะไม่ได้จบมหาวิทยาลัยแล้วทำงานอาชีพเดียวไปตลอดชีวิตเหมือนรุ่นเรา
พวกเขาอาจเปลี่ยนอาชีพ 5-10 ครั้งในชีวิต
ดังนั้น ทักษะที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “รู้อะไร”
แต่คือ “เรียนรู้ใหม่ได้เร็วแค่ไหน”
วิธีฝึก: ตามความสนใจของลูก ไม่ใช่บังคับ
ถ้าลูกสนใจแมลง ให้ค้นคว้าเรื่องแมลงลึกๆ
ถ้าสนใจเกม ให้ลองสร้างเกม
“ความสนใจ” คือเชื้อเพลิงของ “ความอยากเรียนรู้”
ทักษะที่ 7: Communication & Collaboration — สื่อสาร + ทำงานร่วมกับคน
WEF จัดให้ Leadership and Social Influence
เป็นทักษะที่เติบโตเร็ว
เพราะในโลกที่ AI ทำงาน “เดี่ยว” ได้เก่ง
ความสามารถของ “มนุษย์ทำงานร่วมกัน” กลับมีค่ามากขึ้น
เด็กที่พูดให้คนอื่นเข้าใจได้ ทำงานเป็นทีมได้ โน้มน้าวคนอื่นได้
จะมีค่ามากในตลาดงานอนาคต
วิธีฝึก: ให้ลูกทำกิจกรรมกลุ่ม กีฬาทีม ละคร Debate
ฝึกพูดหน้าชั้น ทุกอย่างที่ต้อง “ทำงานร่วมกับคนอื่น”
4) สิ่งที่โรงเรียนไทยยังไม่ได้สอน — แต่สำคัญมาก
พูดตรงๆ ครับ โรงเรียนไทยส่วนใหญ่
ยังสอนแบบ “ท่องจำ + สอบ”
ข้อมูลจาก WEF บอกว่า
ระบบการศึกษาทั่วโลก พัฒนาช้ากว่าตลาดงาน
45% ของนักเรียนมัธยมยังไม่มั่นใจในการเลือกอาชีพ
ในไทย สถานการณ์อาจแย่กว่านั้น
เพราะเราเพิ่งเริ่มพูดเรื่อง AI ในห้องเรียน
ในขณะที่ประเทศอย่างอินเดีย กำลังเปิดตัว Skills Accelerator
ร่วมกับ WEF ในปี 2026 เพื่อเตรียมคนทั้งประเทศ
เท่ากับว่า “บ้าน” ต้องเป็นห้องเรียนอีกห้องหนึ่ง
พ่อแม่ต้องเป็นครูอีกคนหนึ่ง
ไม่ต้องสอน AI ได้ แต่ต้อง “สร้างสภาพแวดล้อม”
ที่ลูกพัฒนาทักษะเหล่านี้ได้
5) “Low-Tech” อาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุด สำหรับเด็กยุค “High-Tech”
เรื่องนี้ฟังดูขัดกัน แต่ผม Research มาเยอะแล้วพบว่า
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำว่า
วิธีที่ดีที่สุดในการเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับยุค AI
คือ กิจกรรม Low-Tech
• ปล่อยให้เล่นอิสระ → สร้าง Creativity + Problem Solving
• อ่านหนังสือ → สร้าง Critical Thinking + Imagination
• คุยกับลูก → สร้าง Communication + EQ
• ให้ลองทำ ลองพลาด → สร้าง Resilience + Adaptability
• ตามความสนใจของลูก → สร้าง Curiosity + Lifelong Learning
เพราะทักษะที่ AI ทำไม่ได้
ล้วนเป็นทักษะที่เกิดจาก “ประสบการณ์จริง” ไม่ใช่จากหน้าจอ
ไม่ได้แปลว่าห้ามใช้ AI
แต่แปลว่า อย่าให้ AI เป็น “พี่เลี้ยง”
ให้ AI เป็น “เครื่องมือ” ที่ลูกใช้เป็น
6) ข้อผิดพลาดที่พ่อแม่ทำบ่อย
ผมเห็นพ่อแม่หลายคนทำผิด 3 เรื่องครับ
ผิดที่ 1: บังคับลูกเรียน Coding ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ
Coding เป็นทักษะที่ดี แต่ไม่ใช่ทักษะที่สำคัญที่สุด
แถมภาษา Coding ที่เรียนวันนี้อาจล้าสมัยภายใน 10 ปี
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “Computational Thinking”
คือการคิดเป็นระบบ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอน
ซึ่งฝึกได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเลย
ผิดที่ 2: กลัว AI จนห้ามลูกใช้เทคโนโลยี
การห้ามลูกใช้ AI เหมือนสมัยก่อนที่ห้ามลูกใช้อินเทอร์เน็ต
ผลคือเด็กที่ถูกห้าม ปรับตัวไม่ทัน
สิ่งที่ควรทำคือ “ใช้ด้วยกัน สอนไปด้วย”
ผิดที่ 3: มองแค่ “อาชีพ” ไม่มอง “ทักษะ”
พ่อแม่หลายคนถามว่า “ลูกควรเป็นอะไร”
แทนที่จะถามว่า “ลูกควรมีทักษะอะไร”
ในโลกที่อาชีพเปลี่ยนทุก 5 ปี
การโฟกัสที่ “ทักษะ” สำคัญกว่าการโฟกัสที่ “อาชีพ” มาก
7) ตัวอย่างจริง: อาชีพที่ AI ทำไม่ได้ ในปี 2030
จากรายงาน WEF 2025
อาชีพที่เติบโตเร็วที่สุดภายในปี 2030:
• Farmworkers (เกษตรกรยุคใหม่ + เทคโนโลยี)
• Delivery Drivers (ช่วงเปลี่ยนผ่านก่อน AI ขับเอง)
• Software Developers (แต่ต้อง Adapt กับ AI)
• Nursing Professionals (ต้องใช้ EQ สูง)
• Social Workers (AI ทำแทนไม่ได้)
• Counselling Professionals (ต้องใช้ Empathy จริง)
• AI & Machine Learning Specialists
สังเกตไหมครับ อาชีพที่โตเร็ว มี 2 กลุ่ม:
กลุ่มที่ต้องใช้ “ทักษะมนุษย์สูง”
เช่น พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ ที่ปรึกษา
กลุ่มที่ “ใช้ AI เป็น”
เช่น AI Specialist, Software Developer
ลูกของเราอยู่ในกลุ่มไหนก็ได้
แต่ต้องมี “ทักษะพื้นฐาน 7 ข้อ” ที่ผมบอกข้างต้น
8) Prompt Literacy — ทักษะใหม่ที่เทียบเท่า “การอ่านออกเขียนได้”
ผมอยากเน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษครับ
30 ปีก่อน Computer Literacy เป็นทักษะ “เสริม”
วันนี้ ไม่มีใครทำงานได้โดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์
วันนี้ AI Literacy ยังเป็นทักษะ “เสริม”
แต่ภายใน 5-10 ปี ไม่มีใครจะทำงานได้โดยไม่ใช้ AI
และหัวใจของ AI Literacy คือ “Prompt Literacy”
หรือ ความสามารถในการสั่ง AI ให้ทำงานตรงจุด
เด็กที่สั่ง AI ได้ชัดเจน
จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเด็กที่พิมพ์ “ช่วยด้วย”
แล้วหวังว่า AI จะเข้าใจ
ที่น่าสนใจคือ Prompt Literacy ไม่ใช่ทักษะ Tech
มันคือ “ทักษะภาษา”
ยิ่งเด็กใช้ภาษาได้ดี ยิ่งสั่ง AI ได้เก่ง
ดังนั้น การอ่านมาก เขียนมาก ฝึกภาษา
ไม่ใช่ทักษะเก่า
มันคือรากฐานของทักษะใหม่ที่สุด
9) สรุป: สูตร 3-3-1 สำหรับพ่อแม่ยุค AI
ผมสรุปเป็นสูตรง่ายๆ ครับ
3 สิ่งที่ต้อง “เพิ่ม”:
• เพิ่มการคิดวิเคราะห์ → ถามลูก “ทำไม” บ่อยๆ
• เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ → ปล่อยให้เล่นอิสระ
• เพิ่ม AI Literacy → ใช้ AI ด้วยกัน สอนไปด้วย
3 สิ่งที่ต้อง “ลด”:
• ลดการท่องจำเพื่อสอบ
• ลดการบังคับให้เรียนสิ่งที่ลูกไม่สนใจ
• ลดเวลาจอ “เสพ” เพิ่มเวลาจอ “สร้าง”
1 สิ่งที่ต้อง “เปลี่ยน”:
• เปลี่ยนคำถามจาก “ลูกควรเป็นอะไร” เป็น “ลูกควรมีทักษะอะไร”
10) ทิ้งท้าย — ลูกของเราไม่ได้แข่งกับ AI แต่แข่งกับ “คนที่ใช้ AI เป็น”
สิ่งที่ผมอยากบอกพ่อแม่ทุกคนครับ
ลูกของเราไม่จำเป็นต้อง “เก่งกว่า AI” เพราะเป็นไปไม่ได้
แต่ลูกของเราต้อง “ใช้ AI เป็น + มีทักษะที่ AI ทำไม่ได้”
AI ทำไม่ได้:
เข้าใจอารมณ์คนจริงๆ
ตั้งคำถามที่ไม่เคยมีใครถาม
สร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน
ปรับตัวกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด
นำทีมมนุษย์ให้ทำงานร่วมกัน
เด็กที่จบปี 2037 เข้าสู่โลกทำงานปี 2040
จะอยู่ในโลกที่ “AI ทำได้ทุกอย่าง”
แต่ยังต้องการ “มนุษย์ที่มีคุณค่า”
หน้าที่ของเราในฐานะพ่อแม่คือทำให้ลูกเป็น “มนุษย์ที่มีคุณค่า” ในโลกที่เต็มไปด้วย AI
เริ่มจากการคุยกับลูก เล่นกับลูกด้วย AI เลยครับ



