หน้าแรกเรื่องสั้นแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนกำแพงเรือนจำชาย  แดนสีเทา

แดดยามบ่ายสาดส่องลงบนกำแพงเรือนจำชาย  แดนสีเทา

เผยแพร่

spot_img

ที่นั่น…ไม่ใช่สถานที่ ที่ใครอยากจะเข้าไป ไม่มีใครอยากจะพูดถึง   แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่และนักโทษ  ที่อยู่ในนั้นแล้วก็ตาม     

      แต่มีสุนัขตัวหนึ่ง… ที่เลือกจะอยู่ตรงนั้นโดยไม่คิดจะหนีไปไหน  นั่นก็คือ  เจ้าเพื่อน  หมาจรจัดขนสีน้ำตาลเข้ม ขนหยาบ หน้าตาเหมือนผ่านชีวิตที่ลำบากมาแล้วนักต่อนัก

      มันมักจะเดินวนอยู่รอบกำแพง เฝ้ามองผู้คุมที่เดินเข้าออก   บางวันมันก็วิ่งตามเสียงกุญแจโซ่กระทบกันราวกับว่า  นั่นคือสัญญาณเสียงของสมาชิกที่มันคุ้นเคย

      แรก ๆ ผู้คุมไม่ให้ความสนใจมัน  บางคนขับไล่มันไปด้วยซ้ำ  แต่เมื่อเวลาผ่านไป   พวกเขาก็เริ่มยอมรับไปโดยปริยายว่า  มันคือหนึ่งในสมาชิกที่อยู่ที่นั่น บางครั้งเขายังนำข้าวเหลือ ๆ จากโรงอาหารมาโยนให้มันกินทุกวัน

    “เจ้านี่…มันซื่อสัตย์กว่านักโทษบางคนอีกนะ”

      หนึ่งในผู้คุมพูดติดตลก ขณะเห็นมันนั่งเฝ้าประตูอยู่ที่เดิมทุกวัน

      คืนวันที่ฝนตกหนักคืนหนึ่ง   นักโทษหลายคนออกมาขุดลอกคูในเรือนจำที่น้ำขังเพราะน้ำกำลังจะท่วม   พวกเขาเจอเจ้าเพื่อนนอนซุกอยู่ใต้ชายคา

      นักโทษชายคนหนึ่งชื่อ “สันติ” ที่ไม่เคยยิ้มเลยตลอดเวลาที่ได้อยู่ที่นี่   แต่กลับเขากลับเผลอหัวเราะเบา ๆ   ตอนที่เจ้าเพื่อนวิ่งมาสะบัดน้ำใส่    แต่เขายิ้มได้แค่ครู่เดียวเท่านั้น  รอยยิ้มของเขาก็หดหายไปเหมือนเดิม    กลายเป็นแววตาที่กังวลและสงสาร  เมื่อเขาเห็นเจ้าเพื่อนทรุดตัวลงนอนเหมือนเดิม  แต่มันมีอาการหนาวสั่นสะท้าน  ตัวร้อนจัด  เหมือนมันไม่สบาย  เขารีบเช็ดตัวให้มัน  หาที่อุ่นๆให้มันนอน  และดูแลมันจนมันมีอาการดีขึ้นทุกวันๆ

      จากนั้น สันติก็เริ่มแบ่งขนมปังในมื้อเย็นให้มันทุกครั้ง  และพูดคุยกับมันเหมือนคุยกับเพื่อน   จนเพื่อนนักโทษคนอื่นๆเริ่มแปลกใจ  ที่คนเย็นชาอย่างสันติ กลับมีรอยยิ้มเพราะหมาเพียงตัวเดียว  และบางทีมีการแซวแรงๆเกิดขึ้นว่า  “ไม่พูดกับคน แต่คุยกับหมารู้เรื่อง  มันต้องเป็นหมาเหมือนกันแน่ๆว่ะ” แล้วทุกคนก็พากันหัวเราะ  แต่สันติเมื่อได้ยินดังนั้น  เขาไม่ตลก  เขาลุกขึ้นจะไปมีเรื่องกับคนพูดเพราะขาดสติ  แต่เจ้าเพื่อนกระโดดเข้ามาอยู่ตรงกลางและเห่ากรรโชก  จนสันติตั้งสติได้  และเขาต้องขอบใจมัน  ถ้ามันไม่ห้ามและเตือนสติเขาเอาไว้  เขาจะต้องโดนลงโทษและยืดระยะเวลาแห่งการกลับคืนสู่อิสรภาพ

       เวลาผ่านไปหลายปี

       หมาจรที่ไม่มีใครเคยเหลียวแล กลับกลายเป็นเพื่อนของทั้งผู้คุมและนักโทษในเรือนจำ  โดยเฉพาะสันติ   และชื่อเล่นที่ทุกคนเรียกมันเสมอคือ “ไอ้เพื่อนไอ้ผู้คุม” เพื่อนผู้เป็นมิตรกับทุกคน    

       วันหนึ่งมีการพูดคุยกันถึงผู้ที่จะพ้นโทษในต้นเดือนหน้า  หนึ่งในนั้นมีสันติอยู่ด้วย  ในที่สุด  วันคืนแห่งอิสรภาพก็กลับคืนมาเสียที  มันเป็นความยินดีของสันติเป็นอย่างมาก  สันตินำขนมปังมาให้เจ้าเพื่อนตามปกติ  แต่วันนี้เจ้าเพื่อนได้แต่นอนหมอบ  ไม่กินขนมปังที่สันตินำมาให้  มันนอนเหม่อน้ำตาคลอ  สันติสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของมัน  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  คนอื่นๆอาจจะมองมันแค่เพียงหมาตัวหนึ่ง  ตลกขบขันมันบ้าง  แกล้งมันบ้าง  แต่น้อยคนนักที่จะใส่ใจมันจริงจังอย่างสันติ  มันจึงรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก   หรือมันจะได้ยินและเข้าใจเรื่องราวที่หลายๆคนพูดกันถึงเรื่องคนที่พ้นโทษในต้นเดือนนี้  

     และหลังจากวันนั้นเจ้าเพื่อนก็ได้แต่หงอยเหงา  กินน้อยลง  ไม่หยอกล้อกับสันติเหมือนครั้งก่อนๆ แต่มันก็มองสันติด้วยแววตาเศร้าเหมือนไม่อยากละจากสายตาคู่นั้น  เหมือนจะไม่ได้เห็นกันอีกแล้ว  มันเคยอยู่ได้ครั้งยังไม่เจอสันติ  แต่พอมันเจอเขาแล้ว  และคราวนี้เมื่อจะไม่มีเขา  มันกลับเศร้า  สันติกอดมันแน่นและบอกมันว่า  “ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ชะตากรรมในชีวิตนอกเรือนจำว่าจะเป็นเช่นไร  เอ็งอยู่ที่นี่น่ะดีแล้ว  อย่างน้อยก็มีข้าวให้กิน  มีที่ให้อยู่  มีเพื่อนๆ มีคนที่คุ้นเคยที่นอกจากข้า  ข้าเองก็ไม่รู้จะไประเหเร่ร่อนอยู่ที่ไหน” ระหว่างที่สันติพูดนั้น  มันนอนหมอบราบกับพื้นโดยไม่มองหน้าสันติเลย  แต่น้ำตาของมันไหลออกมา..

      และแล้ววันที่สันติพ้นโทษก็มาถึง เขาเดินออกมาที่ประตู   เขาเห็นเจ้าเพื่อนหมาแก่ตัวนั้นนอนรออยู่   เหมือนมันรู้ว่าวันนี้   สันติจะไปจากที่นี่แล้ว   มันลุกขึ้น เดินตามต้อย ๆ ไปจนสุดรั้ว  มันตั้งใจจะมาส่งสันติเป็นครั้งสุดท้าย

      สันติเดินออกมาโดยไม่ทัก  ไม่แม้แต่จะหันมามองมัน  เพราะเขาสงสารมันอย่างสุดหัวใจ  เขาไม่สามารถทนดูแววตาคู่นั้นได้   แต่ถ้าเขาจะหันกลับไปมอง  เขาจะเห็นหมาตัวหนึ่ง  ยืนมองเขาด้วยน้ำตาที่คลอเบ้าเช่นกัน   

       แต่แล้ว…  เขาก็หยุดเดิน   แล้วหันหลังกลับมามองมันด้วยตาที่แดงก่ำ   ก่อนจะย่อตัวลงกอดมันแน่น  และเหมือนอ้อมกอดนั้น คืออ้อมกอดสุดท้ายของมัน  แต่..

     “ไปกับฉันไหม…  อยากออกไปลำบากด้วยกันไหม  ออกไปฉันก็ไม่ได้อยู่ดีมีสุขอะไรมากมายนักหรอก  แต่ฉันก็ไม่อยากทิ้งให้แกอยู่ที่นี่จนตายลำพัง”

     เจ้าเพื่อนเหมือนจะเข้าใจและดีใจ มันกระดิกหางช้า ๆ และก้าวออกจากกำแพงคอนกรีตอย่างไม่ลังเล  มันเดินไปพร้อมกับสันติชายผู้พ้นโทษ

      ตั้งแต่นั้นมา  เรือนจำดูเงียบลงไป  ตั้งแต่เจ้าเพื่อนไม่อยู่ที่นี่  แต่ทุกครั้งที่มีคนพูดถึง “ผู้คุมเพื่อน” พวกเขาจะยิ้มและนึกถึงภาพชายคนหนึ่งกับหมาจรตัวนั้นที่เดินเคียงข้างกันตลอดที่อยู่ที่นี่… ภาพจำท่ามกลางรั้วซึ่งไร้อิสรภาพ

หมาเป็นเพื่อน…บางทีก็ดีนะ

The end

แต่งและเรียบเรียงโดย Cr.Tangkwa เรื่องเล่าน้องหมาStoryDog #story #dog #กดติดตาม #share

ข่าวล่าสุด

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

ครม.ไฟเขึยว  คุ้มครองผู้บริโภค ซื้อออนไลน์คืนสินค้าได้

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ยกระดับสิทธิผู้ซื้อ กำหนดมาตรฐานการรับผิดชอบผู้ขายชัดเจนขึ้น (16 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. .......

เตือนภัย พลิกโลก  เอลนีโญมาแล้ว !

ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ได้ก่อตัวขึ้นแล้วในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศชี้ชัดว่า มีแนวโน้มทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และอาจกลายเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี

เหมือนเกมไต่ลวดสลิงเมืองคาซาน

การเดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีการเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย

ข่าวอื่นๆ

 “ตามล่า…เหรียญวิเศษ”

เรือสำราญขนาดใหญ่จอดนิ่งอยู่ที่ท่า ท่ามกลางแสงไฟยามค่ำที่สะท้อนเป็นริ้วสั่นไหวบนผิวน้ำ ผู้โดยสารกำลังทยอยขึ้นเรือทีละกลุ่ม

เรื่องสั้น   “เรารักกัน…เพราะไม่รู้จักกัน !”

ในโลกที่ความรักถูกย่อส่วนลงเหลือเพียงการรูดปลายนิ้วไปบนหน้าจอกระจกเย็นเฉียบ… “แมน” พบว่าตัวเองติดอยู่ในวังวนของแสงสีฟ้าจากสมาร์ทโฟนมาเกือบสามเดือนแล้ว เขาตกหลุมรักผู้หญิงที่ชื่อ "มล” ผู้หญิงที่เขาไม่เคยได้ยินเสียงจริง ไม่เคยสัมผัสไออุ่นจากปลายนิ้ว และไม่เคยแม้แต่จะเห็นแววตาของเธอผ่านดวงตาคู่นี้จริงๆ

เรื่องสั้น  “คืนวิกฤติ”

โป้ง….โป้ง…..โป้ง งงง…“ เสียงปืนดังแหวกอากาศเหนือท่าเรือร้าง รุนแรงและแม่นยำ ไม่ใช่การยิงขู่ แต่เป็นการยิง “บังคับทิศทาง”