INSIDE INSIGHT | “ชัยทัศน์”
ประจำวันที่ 20 กันยายน 2569
UNGA81-ญี่ปุ่น-อังกฤษ ภารกิจ 7 วันของ “อนุทิน” กับโจทย์ใหญ่กว่าแค่เดินทางต่างประเทศ ต้องเปลี่ยนเวทีโลกให้เป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้ของไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2569 เยือนญี่ปุ่น เข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 (United Nations General Assembly) ที่นครนิวยอร์ก และต่อไปยังสหราชอาณาจักร ภารกิจครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องการต่างประเทศ แต่พ่วงทั้งการลงทุน ตลาดทุน การค้า เทคโนโลยี และ AI เข้าไว้ด้วยกัน คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ “นายกรัฐมนตรีเดินทางบ่อยแค่ไหน” แต่ควรถามต่อว่า เปิดประตูโลกแล้ว ไทยจะได้อะไรกลับบ้าน ?
UNGA81 คือเวทีอะไร ? ..สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเป็นเวทีหลักขององค์การสหประชาชาติที่ประเทศสมาชิกทั้ง 193 ประเทศมีสิทธิออกเสียงเท่าเทียมกัน และเป็นพื้นที่ที่ผู้นำประเทศใช้แสดงจุดยืนต่อปัญหาระหว่างประเทศ รวมถึงพบหารือกันแบบทวิภาคีในช่วงเวลาเดียวกัน สำหรับ UNGA81 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดกล่าวอภิปรายทั่วไปวันที่ 24 กันยายน และพบหารือกับผู้นำและบุคคลระดับสูงหลายฝ่าย รวมถึงเลขาธิการสหประชาชาติ นายกรัฐมนตรีภูฏาน อาร์เมเนีย และบังกลาเทศ จึงเป็นโอกาสที่ไทยสามารถนำประเด็นของประเทศเข้าสู่เวทีพหุภาคี พร้อมเปิดช่องเจรจากับหลายประเทศในคราวเดียว
แต่จุดที่ต้องจับตาคือ “ภารกิจเศรษฐกิจที่เดินคู่กับการทูต” เพราะรัฐบาลเตรียมนำผู้บริหารตลาดทุนไทยร่วมโรดโชว์ พบกลุ่มนักลงทุนสหรัฐฯ และสถาบันการเงินระดับโลก รวมถึง Bank of America, Jefferies Group และ PIMCO ขณะที่ภารกิจด้านเทคโนโลยีมีกำหนดหารือกับ Google เรื่อง AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการพัฒนาทักษะคนไทย ก่อนต่อไปลอนดอนเพื่อพบผู้ลงทุนสถาบันร่วมกับ UBS รวมถึงภาคธุรกิจอย่าง Virgin Atlantic และ Rolls-Royce นั่นหมายความว่า รัฐบาลกำลังพยายามใช้เวทีการเมืองระหว่างประเทศเป็น “ประตู” ไปสู่เงินลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจด้วย
เมื่อมองกลับมาที่คำวิจารณ์ว่า นายกรัฐมนตรีเดินทางต่างประเทศบ่อย ประเด็นที่ควรตรวจสอบจึงไม่ใช่จำนวนเที่ยวบิน แต่คือ “ผลลัพธ์หลังเครื่องบินกลับถึงไทย” เพราะผู้นำประเทศอื่นก็ใช้การเดินทางเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและการทูตเช่นกัน ตัวอย่างเช่น โต ลัม (To Lam) ผู้นำเวียดนาม มีภารกิจเดินทางหลายประเทศในเดือนกันยายน ทั้งรัสเซีย ฝรั่งเศส สหรัฐฯ และแคนาดา โดยมีทั้งพลังงาน การป้องกันประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน การค้า และการลงทุนอยู่ในวาระ ขณะที่ ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ก็มีภารกิจระหว่างประเทศต่อเนื่อง โดยข้อมูลถึงกรกฎาคม 2569 ระบุว่าเดินทางต่างประเทศ 26 ครั้งใน 19 ประเทศนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง จึงสะท้อนว่า “การเดินทางของผู้นำ” เป็นเครื่องมือหนึ่งของการแข่งขันระหว่างประเทศ ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จในตัวมันเอง
โจทย์ของไทยจึงอยู่ที่ การเปลี่ยน “โอกาส” ให้เป็น “ผลลัพธ์” หลังกลับประเทศต้องตอบให้ได้ว่า การพบผู้นำต่างชาติทำให้เกิดความร่วมมืออะไร การพบกองทุนและสถาบันการเงินนำเงินลงทุนใหม่เข้าประเทศหรือไม่ การพบบริษัทเทคโนโลยีต่อยอดเป็นโครงการ AI หรือการพัฒนาทักษะคนไทยอย่างไร และการโรดโชว์ตลาดทุนทำให้เกิดนักลงทุนระยะยาวเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ เพราะตัวเลขการพบปะหรือจำนวน MOU เพียงอย่างเดียวไม่เท่ากับเงินลงทุนจริง เช่นเดียวกับการไปพบยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่ต้องวัดต่อว่า หลังจับมือแล้ว มีโครงการอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย นี่ต่างหากคือ “Return on Diplomacy” หรือผลตอบแทนจากการทูตที่ประชาชนควรได้รับรู้
สุดท้าย คนไทยไม่ได้ต้องการสะสมไมล์เดินทางแทนนายกรัฐมนตรี และไม่ได้วัดความสำเร็จของผู้นำจากจำนวนประเทศที่ปรากฏในตารางภารกิจ แต่ต้องการเห็นว่าทุกครั้งที่เปิดประตูโลก มีอะไรเดินกลับเข้าประเทศมาด้วย เงินลงทุน งาน เทคโนโลยี ตลาดใหม่ หรือความร่วมมือที่แก้ปัญหาให้ไทยได้จริง เพราะบทเรียนจากการเมืองไทยในอดีตที่เคยมีเสียงวิจารณ์ต่อการเดินทางต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีบางคนว่า “เดินทางมาก แต่ประชาชนยังถามว่าผลลัพธ์อยู่ไหน ?” ไม่ควรกลายเป็นภาพซ้ำอีกครั้ง สำหรับภารกิจ 3 ประเทศครั้งนี้ ประตูโลกเปิดแล้ว…เหลือเพียงคำถามว่า เมื่อปิดประตูเครื่องบินกลับไทย สิ่งที่ติดมือกลับมาจะมากพอให้คนไทยรู้สึกว่า…
การเดินทางครั้งนี้มีความหมายหรือไม่
#นายอนุทิน ชาญวีรกูล#THAITRIBUNE#UNGA81#ตลาดทุน #ภารกิจ 7 วันของ “อนุทิน”#ชัยทัศน์



