วันศุกร์, มีนาคม 13, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกเสียงอิสระประชาชนถอดรหัสโมเดลเนปาล: เมื่อไม่มีสถาบันกษัตริย์ กองทัพไร้บทบาท บ้านเมืองอยู่ในเงื้อมมือนักการเมือง 100% แล้วเกิดอะไรขึ้น?

ถอดรหัสโมเดลเนปาล: เมื่อไม่มีสถาบันกษัตริย์ กองทัพไร้บทบาท บ้านเมืองอยู่ในเงื้อมมือนักการเมือง 100% แล้วเกิดอะไรขึ้น?

เผยแพร่

spot_img

● จุดเริ่ม: การโค่นสถาบันกษัตริย์และการปลดกองทัพ

ตั้งแต่ปี 2008 เนปาลก้าวเข้าสู่การเป็น “สาธารณรัฐประชาธิปไตย” หลังการล้มเลิกสถาบันกษัตริย์อันยาวนาน และเพียงสองปีถัดมา กองทัพก็ถูกผลักออกจากการเมืองโดยสิ้นเชิง

ความคาดหวังคือ “ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ” จะเปิดทางให้เนปาลเจริญก้าวหน้าเหมือนโลกเสรีตะวันตก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม

● 11 ปีในเงื้อมมือนักการเมือง 100%

ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา เนปาลอยู่ในมือของนักการเมืองแบบเต็มใบ และผลลัพธ์ที่ปรากฏคือ:

1. ความไม่เสถียรทางการเมืองเรื้อรัง

ภายใน 3 ปี มีถึง 14 รัฐบาลเปลี่ยนหน้ากันบริหาร → ไม่เคยมีรัฐบาลใดทำงานได้ต่อเนื่องพอที่จะสร้างนโยบายระยะยาว

2. ประชานิยมจนหนี้ท่วมหัว

พรรคการเมืองต่างแข่งกันเสนอของแจกเพื่อซื้อเสียง เลือกตั้งทุกครั้งคือการประมูลนโยบายประชานิยม → งบประมาณรั่วไหล หนี้สาธารณะบานปลาย

3. การฉ้อฉลเชิงโครงสร้าง

ระบบตุลาการถูกผูกติดกับผลประโยชน์ทางการเมือง เมื่อผู้แทนโกงกิน ตุลาการก็ไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะต่างมีฐานเสียงและเครือข่ายเดียวกัน

4. การล่มสลายของทุนมนุษย์

คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาและภาษา ไม่เห็นอนาคตในประเทศ → หลั่งไหลออกไปทำงานต่างแดน เนปาลจึงกลายเป็นประเทศที่พึ่งพาเงินโอนจากแรงงานมากกว่าการผลิตในประเทศ

● การลุกฮือของเจน Z: ไฟที่ไร้ศูนย์กลาง

ปี 2025 การประท้วงใหญ่ระเบิดขึ้น จุดชนวนจากการที่รัฐบาลสั่งปิดแพลตฟอร์มโซเชียลชั่วคราว เพื่อควบคุมข่าวปลอมตามกฎหมายใหม่

ผลลัพธ์คือ เจน Z เนปาล ที่ติดโซเชียลอย่างหนัก ออกมาอาละวาดเกินขอบเขตการประท้วงสันติวิธี:

– เผารัฐสภา เผาบ้านเมือง

– จับภรรยานายกรัฐมนตรีเผาทั้งเป็น

– ล่าสุดโรงแรมหรูระดับโลกอย่างฮิลตันก็ถูกเผา

– นักโทษเรือนหมื่นแหกคุกออกมาปล้นสะดมภ์

แม้รัฐบาลลาออกและคืนแพลตฟอร์มแล้ว แต่สถานการณ์กลับทวีความรุนแรงขึ้น นี่สะท้อนว่าประชาชนรุ่นใหม่ไร้ทั้ง ศูนย์กลางทางจิตใจ และ ผู้นำที่มีความชอบธรรม

● สังคมที่ไร้หลักยึดเหนี่ยว

เนปาลวันนี้ขาดทุกสิ่งที่เคยทำหน้าที่เป็น ศูนย์รวม:

– ไม่มีสถาบันกษัตริย์ ที่เป็นสัญลักษณ์ความต่อเนื่องของชาติ

– กองทัพถูกทำให้เป็นแค่เครื่องจักร ไม่มีบทบาทเชิงการเมืองหรือเชิงสถาบัน

– ศาสนาฮินดูถูกลดบทบาท เพราะถูกมองว่าล้าหลัง

– รัฐธรรมนูญใหม่ กลับสร้างแต่นักการเมืองฉ้อฉล

– ความเป็นชาติถูกทำให้พร่าเลือน ประชาชนขาดความภาคภูมิใจร่วม

สิ่งที่เหลือคือ ประชาชนที่ถูกปล่อยให้ลอยเคว้งกลางทะเล โดยไม่มีหางเสือ

● บทเรียนจากเนปาล

สิ่งที่เกิดขึ้นในเนปาลเป็น “โมเดลกลับด้าน” ของความฝันแบบเสรีนิยม

การเมืองที่ฝากทุกอย่างไว้กับนักการเมือง 100% โดยตัดสถาบันกษัตริย์ ตัดกองทัพ ตัดศาสนา ออกไปจากสมการ → ไม่ได้สร้างความเจริญ แต่สร้าง “อนาธิปไตยที่ไร้ศูนย์กลาง” ขึ้นมาแทน

เนปาลกำลังสอนโลกให้เห็นของจริงว่า ประชาธิปไตยที่ไม่มี “แกนกลางยึดเหนี่ยว” จะกลายเป็น มิคสัญญี ที่ไม่มีใครหยุดได้

● เปรียบเทียบกับไทย

ในประเทศไทยปัจจุบัน ก็มีความพยายามจาก พรรคการเมืองคนรุ่นใหม่ ที่เคลื่อนไหวต่อต้านสถาบันกษัตริย์ เกลียดชังกองทัพ และมุ่งลดบทบาทของสองเสาหลักนี้ลงไปให้หมด

หากไทยเดินซ้ำรอยเนปาลโดยไม่เข้าใจบทเรียน เราอาจได้เห็นผลลัพธ์คล้ายกัน:

– การเมืองอยู่ในมือของนักการเมือง 100% → เปิดประตูให้การฉ้อฉลเชิงโครงสร้างขยายตัว

– ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง → รัฐบาลผันผวน ไม่อาจสร้างยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว

– ม็อบไร้ศูนย์กลางทางจิตใจ → เมื่อไฟลุก จะไม่มีใครดับได้

สิ่งที่ทำให้ไทยยังไม่ล่มสลายเช่นเนปาล ก็เพราะเรายังมี “ศูนย์รวมทางจิตใจ” ที่ช่วยค้ำจุนความเป็นชาติ และกองทัพที่ยังทำหน้าที่เป็น “กระดูกสันหลัง” ของรัฐในยามวิกฤต แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักเพียงใดก็ตาม

● สรุป

ประเทศไม่ต่างจากเรือนร่างมนุษย์:

– หากไม่มีหัวใจ (สถาบันพระมหากษัตริย์) → เลือดหล่อเลี้ยงจะหยุดไหล

– หากไร้กระดูกสันหลัง (กองทัพ) → ร่างกายจะทรุดพังลง

– หากขาดจิตสำนึกร่วม (ศาสนาและวัฒนธรรม) → ร่างกายนี้ก็กลายเป็นเพียงซาก

ประเทศไทยของเรายังมีแกนกลางเหล่านี้คอยยึดเหนี่ยว แม้ถูกท้าทาย กร่อนเซาะ บ่อนทำลายอย่างหนัก แต่ตราบใดที่เรายังรักษาไว้ได้ ไทยก็จะไม่ซ้ำรอยเนปาล

บทเรียนจากเนปาลมิใช่เรื่องไกลตัว แต่คือกระจกที่ส่องให้ไทยเห็นอนาคตที่รออยู่ หากเราปล่อยให้ความเกลียดชัง (ชังชาติ) และความไม่รู้ของประชาชนที่ถูกปั่นถูกเสี้ยม ทำลายแกนกลางของชาติไปทีละเสา

~ สุวินัย ภรณวลัย 

*******

ภาคผนวกเชิงยุทธศาสตร์: หากไทยสูญเสียสถาบันกษัตริย์และกองทัพเหมือนเนปาล จะเกิดอะไรขึ้น?

● ฉากทัศน์ที่ 1: อนาธิปไตยเชิงโครงสร้าง

เมื่อสถาบันกษัตริย์ถูกล้ม กองทัพถูกลดเหลือเพียง “เครื่องจักร” ที่ไร้บทบาทการเมือง ประเทศไทยจะตกอยู่ภายใต้อำนาจนักการเมือง 100%

รัฐบาลจะเปลี่ยนบ่อย ไม่มีเสถียรภาพ → 3 ปีอาจมี 5–7 รัฐบาล

พรรคการเมืองจะแข่งขันกันด้วยประชานิยมสั้น ๆ เพื่อซื้อเสียง → หนี้สาธารณะบานปลาย

ระบบยุติธรรมถูกครอบงำ → นักการเมืองโกงกินโดยไม่ถูกลงโทษ

นี่คืออนาธิปไตยเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้ประชาชนไทยจะไม่เหลือที่พึ่งใด ๆ

● ฉากทัศน์ที่ 2: ม็อบไร้ศูนย์กลาง

การเมืองไทยที่อยู่ในมือพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว จะสร้าง “สุญญากาศทางจิตใจ”

เด็กรุ่นใหม่ขาดศูนย์รวม → เมื่อผิดหวังทางเศรษฐกิจและสังคม จะระเบิดออกมาเป็น ม็อบที่ไร้แกนนำ คล้ายเนปาล

ม็อบเหล่านี้เมื่อถูกปล่อยให้ลุกลาม จะเผาเมืองได้ง่าย เพราะไม่มีสัญลักษณ์แห่งชาติหรือสถาบันใด ๆ ที่ทุกฝ่ายเคารพร่วมกันพอจะ “หยุดไฟ”

● ฉากทัศน์ที่ 3: การแทรกแซงจากต่างชาติ

เมื่อไทยอ่อนแอจนไม่เหลือสถาบันใดค้ำจุน มหาอำนาจต่างชาติจะฉวยโอกาสเข้ามาแทรกทันที

ประเทศมหาอำนาจจะแบ่งไทยเป็นเขตอิทธิพลทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

พรมแดนและชายแดนเสี่ยงถูกกัดเซาะ เพราะกองทัพไม่มีศักยภาพในการคุมพื้นที่

เศรษฐกิจจะขึ้นกับเงินทุนข้ามชาติที่มองไทยเป็นเพียง “ตลาดและฐานแรงงาน” ไม่ใช่ประเทศเอกราชที่มีศักดิ์ศรี

● ฉากทัศน์ที่ 4: การสูญสลายของความเป็นชาติ

หากไม่มีสถาบันกษัตริย์ กองทัพ และศาสนา–วัฒนธรรมมาหล่อเลี้ยง ความเป็นไทย จะเหลือเพียง “การเป็นผู้บริโภค” ที่ไร้ราก

คนรุ่นใหม่จะมองการอพยพไปต่างประเทศเป็นทางรอด → ไทยจะสูญเสียคนเก่งแบบเดียวกับเนปาล

ชาติจะขาดความภาคภูมิใจร่วม → ไม่มีพลังจิตสำนึกที่จะสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ร่วมกันอีกต่อไป

● บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์

การเมืองที่ไม่มีสถาบันค้ำจุน ไม่มีกองทัพเป็นกระดูกสันหลัง ไม่ต่างจากเรือนร่างที่ไร้หัวใจและไร้สันหลัง

ประเทศไทยยังไม่ล่มสลายเช่นเนปาลก็เพราะเรายังมี ศูนย์รวมทางจิตใจ ที่ค้ำจุน และยังมีกองทัพที่แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก แต่ยังคงเป็น force of last resort ในการป้องกันอนาธิปไตย

หากเราไม่เข้าใจบทเรียนจากเนปาล วันหนึ่งไทยอาจเดินไปสู่ มิคสัญญี ที่ไม่มีใครหยุดได้

~ สุวินัย ภรณวลัย

ข่าวล่าสุด

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับคำว่า “อาชญากรรมสงคราม”

ยืนยันสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ สหรัฐฯ เป็นผู้รับผิดชอบต่อการโจมตีด้วยขีปนาวุธโทมาฮอว์กที่ทำลายโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในอิหร่าน ในช่วงเริ่มต้นของสงครามอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่

คดีของ Jeffrey Epstein คืออะไรและเกี่ยวอะไรกับประธานาธิบดี Donald Trump หรือไม่?

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (Department of Justice) ได้เผยแพร่เอกสารเพิ่มเติมมากกว่า 3 ล้านหน้าในวันนั้น เพื่อตอบสนองต่อกฎหมาย Epstein Files Transparency Act

จีนได้ปฏิเสธคำเชิญอย่างเป็นทางการจาก โดนัลด์ ทรัมป์

ในความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่  ปักกิ่งได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าต้องการหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมการต่อสู,ต้องการมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงและการทูต การตอบสนองนี้แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจีนในการหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าไปในสงครามที่กว้างขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดทั่วโลกสูงอยู่แล้ว  เจ้าหน้าที่จีนได้เน้นย้ำว่าลำดับความสำคัญของพวกเขาคือการป้องกันการเพิ่มขึ้นของความตึงเครียดและการปกป้องเส้นทางการค้าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ  พวกเขายังย้ำว่าการเลือกข้างในความขัดแย้งครั้งใหญ่จะไม่สนับสนุนความมั่นคงในระยะยาวในภูมิภาค ตำแหน่งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นของจีนในการรักษาระยะห่างจากการมีส่วนร่วมทางทหารโดยตรงในขณะที่ยังคงมีอิทธิพลต่อกิจการระดับโลกผ่านการทูตและอำนาจทางเศรษฐกิจ  การปฏิเสธนี้เน้นให้เห็นว่าชาติใหญ่ในโลกกำลังเลือกบทบาทของตนอย่างระมัดระวังเมื่อความขัดแย้งขยายตัว การตัดสินใจของจีนส่งสัญญาณว่าต้องการหลีกเลี่ยงการแบ่งแยกที่ลึกซึ้งและแทนที่จะผลักดันให้เกิดการลดความตึงเครียด  ขณะที่สถานการณ์ยังคงพัฒนา ผู้นำระดับโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าท่าทีของจีนจะมีผลต่อความพยายามทางการทูตในอนาคตอย่างไร

ผลักดันกองเรืออเมริกัน AbrahamLincoln ออกห่างจากชายฝั่งของบาห์เรน

เราได้ผลักดันกองเรืออเมริกัน AbrahamLincoln ออกห่างจากชายฝั่งของบาห์เรนและโอมาน และทำให้มัน เสียหายบางส่วน เราได้ยิงเครื่องบินอเมริกัน 10 ลำใน คูเวต

ข่าวอื่นๆ

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับคำว่า “อาชญากรรมสงคราม”

ยืนยันสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ สหรัฐฯ เป็นผู้รับผิดชอบต่อการโจมตีด้วยขีปนาวุธโทมาฮอว์กที่ทำลายโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในอิหร่าน ในช่วงเริ่มต้นของสงครามอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่

คดีของ Jeffrey Epstein คืออะไรและเกี่ยวอะไรกับประธานาธิบดี Donald Trump หรือไม่?

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (Department of Justice) ได้เผยแพร่เอกสารเพิ่มเติมมากกว่า 3 ล้านหน้าในวันนั้น เพื่อตอบสนองต่อกฎหมาย Epstein Files Transparency Act

จีนได้ปฏิเสธคำเชิญอย่างเป็นทางการจาก โดนัลด์ ทรัมป์

ในความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่  ปักกิ่งได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าต้องการหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมการต่อสู,ต้องการมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงและการทูต การตอบสนองนี้แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจีนในการหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าไปในสงครามที่กว้างขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดทั่วโลกสูงอยู่แล้ว  เจ้าหน้าที่จีนได้เน้นย้ำว่าลำดับความสำคัญของพวกเขาคือการป้องกันการเพิ่มขึ้นของความตึงเครียดและการปกป้องเส้นทางการค้าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ  พวกเขายังย้ำว่าการเลือกข้างในความขัดแย้งครั้งใหญ่จะไม่สนับสนุนความมั่นคงในระยะยาวในภูมิภาค ตำแหน่งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นของจีนในการรักษาระยะห่างจากการมีส่วนร่วมทางทหารโดยตรงในขณะที่ยังคงมีอิทธิพลต่อกิจการระดับโลกผ่านการทูตและอำนาจทางเศรษฐกิจ  การปฏิเสธนี้เน้นให้เห็นว่าชาติใหญ่ในโลกกำลังเลือกบทบาทของตนอย่างระมัดระวังเมื่อความขัดแย้งขยายตัว การตัดสินใจของจีนส่งสัญญาณว่าต้องการหลีกเลี่ยงการแบ่งแยกที่ลึกซึ้งและแทนที่จะผลักดันให้เกิดการลดความตึงเครียด  ขณะที่สถานการณ์ยังคงพัฒนา ผู้นำระดับโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าท่าทีของจีนจะมีผลต่อความพยายามทางการทูตในอนาคตอย่างไร