พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 มีแผนเดินทางไปเยือนตุรกีในอีก 6 วันข้างหน้า เนื่องในโอกาสครบรอบเหตุการณ์สำคัญทางศาสนาคริสต์ และหลังจากนั้นพระองค์จะเดินทางไปเยือนกรุงเบรุต เมืองหลวงของประเทศเลบานอน การเดินทางในครั้งนี้เป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของพระสันตะปาปาเลโอ หลังจากที่ท่านขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำคริสจักรโรมันคาทอลิก
เดิมทีแผนการเดินทางไปทั้ง 2 ประเทศนี้เป็นแผนการเสด็จของอดีตสันตะปาปาฟรานซิส แต่ด้วยเหตุที่พระสันตะปาปาเลโอทรงวางพระองค์ว่าจะเป็นผู้สร้างสะพานเชื่อม และพระองค์ทรงยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่ระเบียงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์หลังได้รับเลือกในเดือนพฤษภาคม
การเดินทางไปยัง 2 ประเทศ หลังช่วง 6 เดือนแรกของการขึ้นดำรงตำแหน่งของพระองค์ จึงเป็นบททดสอบความสามารถทางการทูตของพระสันตะปาปาเลโอ ในสถานการณ์การเมืองและศาสนาที่มีความละเอียดอ่อน
ช่วงเวลาสำคัญของการเดินทางในครั้งนี้จะเกิดขึ้นที่เมืองอิซนิก ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณไนเซีย โดยโป๊ปเลโอและผู้นำของศาสนาคริสต์นิกายอื่นๆ จะมารวมตัวกันเพื่อรำลึกถึงวันครบรอบ 1,700 การประชุมสภาโบราณ ที่ต่อมาทำให้ศาสนาคริสต์นิกายตะวันออกและนิกายตะวันตกแตกแยกกัน ซึ่งระหว่างการรำลึกถึงวันครบรอบนี้ จะมีการถ่ายถอดข้อความแห่งความสามัคคีและความเป็นหนึ่งเดียวกันของศาสนาคริสต์
หลังจากนั้นสันตะปาปาเลโอจะเดินทางไปมัสยิดสีน้ำเงิน ที่ประเทศตุรกี ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่อดีตพระสันตะปาปาฟรานซิส และพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 เคยเสด็จไป โดยพระองค์จะทรงพบปะกับผู้นำศาสนาอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก่อนที่จะเดินทางไปยังประเทศเลบานอน
ทางการของนครวาติกันได้กล่าวว่าแผนที่จะเดินทางไปที่เลบานอนของพระองค์จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังมีเหตุการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลที่กรุงเบรุตในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา การเดินทางไปเลบานอนครั้งนี้ พระองค์จะได้พบกับผู้นำทางศาสนาและมีการรับฟังเสียงของหนุ่มสาวเลบานอน การเสด็จเยือนในครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อชาวคริสเตียน ซึ่งคิดเป็นหนึ่งในสามของประชากรในเลบานอน
ในวันสุดท้ายของการเดินทาง พระสันตะปาปาเลโอ จะทรงประกอบพิธีมิสซา ริมแม่น้ำเบรุต ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุระเบิดท่าเรือในปี 2020 โดยพระองค์จะทรงสวดภาวนาให้กับผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน และผู้ได้บาดเจ็บอีกประมาณ 7,000 คน
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้พระสันตะปาปาเลโอจะทรงพูดถึงประเด็นสำคัญทางการเมืองอย่างศักดิ์ศรีของผู้ลี้ภัย แต่พระองค์ก็ไม่ได้ออกความคิดเห็นทางทางการเมืองอย่างชัดเจนเท่ากับโป๊ปคนก่อน พระองค์ได้ออกความเห็นทางการเมืองอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาท่าทีของกลุ่มสายก้าวหน้า และสายอนุรักษ์นิยมในคริสตจักรไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ ทำให้พระองค์ได้รับคะแนนความนิยมจากคาร์ดินัลหลายท่านเนื่องจากภาพลักษณ์ที่เป็นกลางและไม่เอนเอียง
กลับกันพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงถูกมองว่ามีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล แต่ไม่ทรงสนใจเกี่ยวกับการสร้างฉันทามติมากนัก ทำให้คริสตจักรในช่วงนั้นค่อนข้างแตกแยก แต่การปฏิบัติงานของพระสันตะปาปาเลโอมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยพระองค์ยึดมั่นในอุดมการณ์ความก้าวหน้าบางประการของสันตะปาปาองค์ก่อน ขณะเดียวกันก็รับฟังความคิดเห็นของคริสตชนด้วยเช่นเดียวกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/foreign/news_5477799



