รายงาน RiskMap 2026 ของบริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงระดับโลก Control Risks นิยามปี 2026 ว่าเป็นยุค ‘The New Rules – No Rules World’ หรือโลกที่กติกาเดิมกำลังเสื่อมพลัง ขณะที่กติกาใหม่ยังอยู่ในช่วงต่อรองและทดสอบ
ภาพดังกล่าวสอดรับกับรายงานความเสี่ยงโลกของ World Economic Forum ที่ชี้ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นฉากหลังถาวรของระเบียบโลกหลายขั้ว
โดยสรุปในภาพรวมว่า สถานการณ์โลกกำลังเคลื่อนจากยุค “โลกาภิวัตน์กติกาชัด” ไปสู่ระเบียบโลกหลายขั้วที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยปี 2025 ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และปี 2026 จะเป็นช่วงที่ความผันผวนกลายเป็น “ภาวะปกติใหม่” มากขึ้น
สำหรับปี 2026 กำลังถูกมองว่าเป็นปีที่โลกเข้าสู่ยุค “กติกาใหม่–ไร้กติกา” อย่างเต็มตัว เมื่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีกลายเป็นสภาพแวดล้อมถาวร มากกว่าจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวที่รอให้คลี่คลาย การจัดวางเกมของมหาอำนาจและประเทศกำลังพัฒนาจึงต้องปรับจากการ “บริหารวิกฤตรายกรณี” มาสู่การออกแบบยุทธศาสตร์ที่อยู่ร่วมกับความไม่แน่นอนในระยะยาว
ปี 2026: โลกเสี่ยงสูงเป็นภาวะปกติ
รายงาน RiskMap 2026 นิยามปีนี้ว่าเป็น “The New Rules – No Rules World” สะท้อนว่าโลกกำลังเดินอยู่ในพื้นที่สีเทาระหว่างกติกาสากลเดิมที่อ่อนแรง กับข้อตกลงใหม่แบบเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่ลงตัวรัฐบาลและธุรกิจต้องรับมือกับสภาพแวดล้อมที่กฎหมายอุตสาหกรรม มาตรการคว่ำบาตร และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีถูกใช้เป็นอาวุธต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น
EY-Parthenon ชี้ว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ภูมิรัฐศาสตร์ “ล็อกกรอบ” การตัดสินใจเชิงธุรกิจอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีชั้นสูง การจัดหาวัตถุดิบสำคัญ และการเคลื่อนย้ายข้อมูล–เงินทุนข้ามพรมแดนโมเดลซัพพลายเชนแบบรวมศูนย์เพื่อประหยัดต้นทุนกำลังถูกแทนที่ด้วยการกระจายความเสี่ยง สร้างฐานการผลิตหลายจุด แม้ต้องยอมรับอัตรากำไรที่ลดลงเพื่อแลกกับความอยู่รอดระยะยาว
สมรภูมิร้อนในปี 2026
สถานการณ์รัสเซีย–ยูเครนยังคงเป็น “สงครามยืดเยื้อ” ที่ไม่มีสัญญาณปิดเกมเร็ว และทำให้ยุโรปต้องแบกรับภาระงบกลาโหมและต้นทุนพลังงานต่อไป ขณะเดียวกัน ตะวันออกกลางยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากไฟสงครามกาซา ความสัมพันธ์อิสราเอล–อิหร่าน และความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–จีนยังคงขยายตัวจากสงครามภาษีสู่สงครามเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ ครอบคลุมชิปขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ แพลตฟอร์มดิจิทัล และห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หลายประเทศในเอเชียและยุโรปจึงต้องเร่งยุทธศาสตร์ “ลดความเสี่ยง” (de risking) คือไม่เลือกข้างแบบตัดขาด แต่กระจายการพึ่งพาเพื่อหลบแรงสั่นสะเทือนจากทั้งสองฝั่ง
แรงเหวี่ยงจากปี 2025: จุดเปลี่ยนสู่ระเบียบหลายขั้ว
ภาพที่เห็นในปี 2026 มีรากมาจากปี 2025 ซึ่ง World Economic Forum ระบุว่าเป็นปีที่ “ระเบียบโลกหลายขั้ว” เริ่มเด่นชัด หลังสหรัฐฯ–ยุโรปไม่สามารถผูกขาดบทบาทผู้จัดระเบียบโลกเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป จีน อินเดีย กลุ่มชาติอ่าว และประเทศใน Global South ใช้ความร่วมมือด้านการเงิน การค้า และพลังงานสร้างน้ำหนักต่อรองใหม่บนเวทีโลก
S&P Global และ KPMG ชี้ว่าปี 2025 คือปีที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ซ้อนทับกันหลายชั้น ตั้งแต่วิกฤตยูเครน กาซา การปะทะสหรัฐฯ–จีน ไปจนถึงช็อกภูมิอากาศและหนี้สาธารณะสูง ทำให้กลไกเดิมของโลกาภิวัตน์รับแรงกระแทกไม่ไหวสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การถอยกลับสู่โลกปิด แต่คือการแตกตัวของระบบการค้าและห่วงโซ่อุปทานออกเป็นเครือข่ายย่อยตามภูมิภาคและพันธมิตรทางการเมือง
บทบาท Global South และโจทย์ของเอเชีย–ไทย
รายงาน WEF และงานวิเคราะห์จากหลายสำนักมองตรงกันว่า Global South จะเป็นตัวแปรสำคัญในระเบียบโลกยุคใหม่ โดยประเทศกำลังพัฒนาขนาดกลางกำลังใช้ประโยชน์จากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเพื่อยกระดับอำนาจต่อรองด้านการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี การเข้าร่วมกรอบความร่วมมือภูมิภาค ข้อตกลงการค้าใหม่ และสถาบันการเงินทางเลือก ถูกใช้เป็น “กันชนเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อลดความเสี่ยงจากการผูกอนาคตไว้กับขั้วใดขั้วหนึ่ง
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย การอยู่ในจุดตัดของเส้นทางการค้าและพลังงาน ทำให้ภูมิภาคนี้เป็นทั้งพื้นที่โอกาสและสมรภูมิแย่งอิทธิพลพร้อมกันความท้าทายในปี 2026 คือการรักษาสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนจากทุกขั้ว กับการปกป้องเสถียรภาพภายในประเทศและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงโลก ในสภาพแวดล้อมที่ทุกการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจถูกอ่านเป็น “สัญญาณทางการเมือง” มากขึ้นเรื่อย ๆ
โลกหลัง 2026: อยู่กับความไม่แน่นอนให้ได้มากกว่ารอให้หายไป
สำนักวิเคราะห์ใหญ่ตั้งแต่ WEF, IMF, EY ไปจนถึง Control Risks สะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า โลกไม่ได้มุ่งกลับสู่ความเสถียรแบบเดิม แต่กำลังยอมรับความผันผวนและความเสี่ยงสูงเป็น “ฉากหลังถาวร” ของทศวรรษนี้ สำหรับรัฐและภาคธุรกิจ นั่นหมายถึงการยกระดับการอ่านภูมิรัฐศาสตร์เป็นทักษะหลักของการวางนโยบายและกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่เช็คกล่องความเสี่ยงปีละครั้ง แต่ต้องออกแบบการเติบโตบนสมมติฐานว่า “โลกจะไม่นิ่งลงในเร็ววัน”
IMCT NEWS 2-1-2026



