หลัง ‘ทรัมป์’ ขู่โจมตีอิหร่านท่ามกลางเหตุประท้วงลุกลาม
SCMP รายงานว่า ประเทศจีนประกาศคัดค้านการใช้กำลังทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ขู่ที่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีประเทศอิหร่าน เพื่อตอบโต้สถานการณ์การประท้วงที่กำลังบานปลายในประเทศดังกล่าว
นางเหมา หนิง (Mao Ning) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงเมื่อวันจันทร์ที่ 12 ม.ค.ว่า รัฐบาลปักกิ่งหวังว่ารัฐบาลอิหร่านและประชาชนจะสามารถก้าวผ่าน “ความยากลำบากในปัจจุบัน” และรักษาเสถียรภาพภายในประเทศไว้ได้ “เราคัดค้านการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นมาโดยตลอด” เธอกล่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับคำขู่ของทรัมป์ที่จะโจมตีอิหร่าน
“อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทุกประเทศควรได้รับการเคารพ และ [เรา] คัดค้านการใช้หรือการขู่ว่าจะใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายดำเนินการในแนวทางที่เอื้อต่อสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลาง”
สถานการณ์การประท้วงในอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2025 โดยมีสาเหตุมาจากภาวะเงินเฟ้อและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น ก่อนจะขยายวงกว้างเป็นการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล รัฐบาลอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการปราบปรามอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 500 ราย ตามรายงานของกลุ่มสิทธิมนุษยชน
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค.ว่า เขากำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ในหลายรูปแบบต่อเหตุความไม่สงบที่เพิ่มขึ้น โดยระบุว่าอิหร่านดูเหมือนจะล้ำ “เส้นตาย” (Red line) ที่เขาเคยประกาศไว้เกี่ยวกับการสังหารผู้ประท้วง “เรากำลังพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจังมาก” ทรัมป์กล่าวตามรายงานข่าว “กองทัพกำลังพิจารณาอยู่ และเรากำลังดูทางเลือกที่เด็ดขาดและรุนแรงมาก เราจะทำการตัดสินใจในลำดับต่อไป”
สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ทรัมป์มีกำหนดเข้าประชุมกับที่ปรึกษาอาวุโสในวันอังคารที่ 13 ม.ค.เพื่อหารือเกี่ยวกับทางเลือกต่ออิหร่าน ขณะที่สำนักข่าววอลล์สตรีทเจอร์นัล (The Wall Street Journal) ระบุว่าทางเลือกเหล่านั้นรวมถึงการโจมตีทางทหาร การใช้อาวุธไซเบอร์ และการขยายมาตรการคว่ำบาตร ทั้งนี้ ทรัมป์ยังได้กล่าวอ้างว่าทางอิหร่านเป็นฝ่ายเสนอให้มีการเจรจา
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค. นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาเตือนรัฐบาลวอชิงตัน ถึง “การประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด” โดยระบุว่าหากอิหร่านถูกโจมตี “ฐานทัพและเรือรบทั้งหมดของสหรัฐฯ จะตกเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมของเรา”
นายอับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เสนอแนะว่าการประท้วงที่กลายเป็นความรุนแรงนั้นถูกจัดฉากเพื่อ “สร้างข้ออ้าง” ให้สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงทางทหาร แต่ได้ย้ำว่าอิหร่านนั้น “พร้อมสำหรับสงคราม แต่ก็พร้อมสำหรับการเจรจาเช่นกัน”
คำขู่โจมตีอิหร่านของทรัมป์เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีเวเนซุเอลา (Venezuela) เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา และการชิงตัวนายนิโคลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) อดีตผู้นำเวเนซุเอลา ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งได้ประณามการแทรกแซงทางทหารดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอธิปไตยของเวเนซุเอลา พร้อมทั้งกล่าวหาว่าวอชิงตันกำลังสวมบทบาทเป็น “ตำรวจโลก” (International policeman)
อิหร่านถือว่าจีนเป็นผู้สนับสนุนหลักและเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ซึ่งความสัมพันธ์นี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้นในขณะที่เตหะราน เผชิญกับการถูกโดดเดี่ยวจากตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เมื่อประธานาธิบดี สี จิ้นผิงพบกับประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน ของอิหร่านที่ปักกิ่ง เขาได้อธิบายความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศว่า “ได้ผ่านบททดสอบความเปลี่ยนแปลงของโลก และยังคงรักษาการพัฒนาที่มั่นคงและแข็งแรง”
ผู้นำจีนยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลปักกิ่งสนับสนุนเตหะรานในการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และ “ศักดิ์ศรีแห่งชาติ” (National dignity) ตลอดจนการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบธรรมของตน
นางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงปิดท้ายเมื่อวันจันทร์ว่า จีนกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ในอิหร่านอย่างใกล้ชิด และจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองจีนที่พำนักอยู่ในอิหร่านท่ามกลางความรุนแรงที่ทวีระดับสูงขึ้นในขณะนี้
IMCT NEWS 13-1-2026



