เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทำเนียบขาว เมื่อ มาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านคนสำคัญของเวเนซุเอลา ได้มอบเหรียญรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่เธอเพิ่งได้รับเมื่อเดือนก่อนให้แก่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการพบปะหารือกันเป็นครั้งแรก ซึ่งใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “ความพยายามครั้งสุดท้าย” ของมาชาโดในการโน้มน้าวใจทรัมป์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ผู้นำสหรัฐฯ แสดงท่าทีปฏิเสธที่จะสนับสนุนการแต่งตั้งเธอขึ้นเป็นผู้นำเวเนซุเอลาแทนที่ นิโคลัส มาดูโร ที่ถูกขับไล่ออกไป โดยทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า
“มาเรียมอบรางวัลโนเบลสันติภาพให้ผมสำหรับผลงานที่ผมได้ทำลงไป ช่างเป็นการแสดงออกถึงความเคารพซึ่งกันและกันที่วิเศษมาก ขอบคุณนะมาเรีย!”
สัญลักษณ์แห่งความขอบคุณ หรือ หมากทางการเมือง?
ทำเนียบขาวได้เผยแพร่ภาพทรัมป์ถือกรอบทองขนาดใหญ่ที่บรรจุเหรียญโนเบล พร้อมข้อความระบุว่าเป็น “สัญลักษณ์ส่วนตัวแห่งความกตัญญูในนามของชาวเวเนซุเอลา” อย่างไรก็ตาม ทางสถาบันโนเบลแห่งนอร์เวย์ได้ออกมายืนยันชัดเจนว่า แม้มาชาโดจะมอบตัวเหรียญทองให้ทรัมป์ไป แต่เกียรติยศและสถานะผู้ได้รับรางวัลยังคงเป็นของเธอเพียงผู้เดียว เนื่องจากรางวัลโนเบลไม่สามารถโอนสิทธิ์ แบ่งปัน หรือเพิกถอนได้
แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะดูชื่นมื่น แต่ คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ยังคงยืนยันจุดยืน “ตามความเป็นจริง” ของทรัมป์ว่า มาชาโดในขณะนี้ยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอจะนำประเทศได้ในระยะสั้น ซึ่งมาชาโดที่เพิ่งลี้ภัยทางทะเลออกจากเวเนซุเอลาเมื่อเดือนธันวาคม กำลังต้องต่อสู้เพื่อชิงพื้นที่ความสนใจจากทรัมป์ แข่งกับรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลาในปัจจุบัน
ตัวแปรสำคัญ: “เดลซี โรดริเกซ” และยุทธศาสตร์น้ำมัน
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ของมาชาโดลำบากขึ้น คือท่าทีของทรัมป์ที่มีต่อ เดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีเฉพาะกาลของเวเนซุเอลา (อดีตมือขวาของมาดูโร) โดยทรัมป์ได้กล่าวชมโรดริเกซว่าเป็นคนที่ “รับมือได้ดีมาก” และเขากำลังมุ่งเน้นไปที่การรักษาผลประโยชน์เรื่อง “น้ำมัน” ของสหรัฐฯ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจเวเนซุเอลามากกว่าการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในทันที
ฝั่ง สว. คริส เมอร์ฟี จากพรรคเดโมแครต แสดงความกังวลว่ามาชาโดกำลังเผชิญกับการปราบปรามที่ไม่ต่างจากยุคมาดูโร และเชื่อว่าโรดริเกซกำลังฝังรากลึกในอำนาจมากขึ้นทุกวันด้วยการสนับสนุนจากทรัมป์ ขณะที่มาชาโดเองยังคงเดินหน้าพบปะกับเหล่าสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองพรรคเพื่อหาพันธมิตรที่กระตือรือร้นมากกว่าในทำเนียบขาว โดยหวังว่าการเลือกตั้งที่เป็นธรรมจะเกิดขึ้นในเร็ววัน แม้คนในวอชิงตันหลายคนจะเริ่มแสดงความกังขาก็ตาม



