สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ทางการอิหร่านประกาศว่าพร้อมจะดำเนินการตอบโต้อย่างไม่เคยมีมาก่อนต่อการโจมตีใดๆ จากสหรัฐฯ ภายหลังการข่มขู่จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์โดยอิหร่านยืนยันว่าจะ “ตอบโต้ในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รื้อฟื้นคำขู่ที่ว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน ในขณะที่เขาเรียกร้องให้รัฐบาลเตหะรานบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์
ผู้นำอิหร่านเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับข้อผิดพลาดต่อการประท้วง
ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ของอิหร่าน กล่าวว่ารัฐบาลต้องยอมรับข้อบกพร่องของตนเอง แทนที่จะมุ่งโทษแต่เพียงประเทศต่างชาติว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการประท้วงระลอกใหญ่ที่แผ่ขยายไปทั่วประเทศ สำนักข่าวทางการ IRNA อ้างคำกล่าวของเขาว่า “ความวุ่นวายและความไม่มั่นคงในประเทศจำเป็นต้องมีแนวทางแก้ไขที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น” ทั้งนี้ เปเซชเคียน ได้เรียกร้องให้หารือกับฝ่ายตุลาการเพื่อเริ่มกระบวนการที่อาจนำไปสู่การปล่อยตัวผู้ประท้วงบางส่วนที่ถูกคุมขัง
ประธานาธิบดีเปเซชเคียน ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองสายกลางเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้นำอิหร่านส่วนใหญ่ที่กล่าวหาว่าการประท้วงทั่วประเทศเป็นการแทรกแซงจากต่างชาติโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ชนวนเหตุของการประท้วงครั้งนี้เกิดจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของอิหร่าน เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
จีนเตือนถึง “การใช้กำลังทหารแบบผลีผลาม เสี่ยงสูง ขาดความยั้งคิด ” ในอิหร่าน
ประเทศจีนเตือนให้ระวัง “ใช้กำลังทหารแบบผลีผลาม เสี่ยงสูง ขาดความยั้งคิด ” (Military adventurism) ในตะวันออกกลาง ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยกระดับการข่มขู่ทางทหารต่ออิหร่าน โดยนายฟู่ ชง (Fu Cong) เอกอัครราชทูตจีนประจำสหประชาชาติ กล่าวต่อสภาความมั่นคงว่า “การใช้กำลังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ การผจญภัยทางทหารใดๆ จะมีแต่ผลักดันให้ภูมิภาคนี้ตกลงสู่เหวแห่งความไม่แน่นอน”
ศักยภาพของกองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln
ขณะนี้กองทัพเรือสหรัฐฯ วางกำลังกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี USS Abraham Lincoln ในทะเลอาหรับ (Arabian Sea) เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้สามารถปฏิบัติการด้วยเครื่องบินได้สูงสุด 70 ลำ รวมเครื่องบินขับไล่ FA-18 และเครื่องบินสอดแนม ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ช่วยให้สามารถวางกำลังได้ในระยะยาวโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังมีเรือทำลายล้างติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี (Guided missile destroyers) อีก 3 ลำ ซึ่งมีความสามารถในการโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปในแผ่นดินและป้องกันเรือบรรทุกเครื่องบินจากการโจมตีทางอากาศและทางเรือ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า: “หวังว่าอิหร่านจะรีบกลับมาที่โต๊ะเจรจาและทำข้อตกลงที่ยุติธรรมและเท่าเทียม ต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย เวลาเหลือน้อยลงทุกที นี่คือเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง! ดังที่ผมเคยบอกอิหร่านไปก่อนหน้านี้ว่า จงทำข้อตกลง…”
เยอรมนีชี้รัฐบาลอิหร่าน “ไร้ความชอบธรรม”
นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) แสดงความเห็นที่รุนแรงต่ออิหร่าน ระบุว่า “ระบอบการปกครองที่สามารถรักษาอำนาจไว้ได้ด้วยความรุนแรงและการกดขี่ต่อประชาชนของตนเองเท่านั้น วันเวลาของพวกเขาก็เหลือน้อยลงทุกที” และกล่าวเสริมว่า “มันอาจจะเป็นเรื่องของเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ระบอบนี้ไม่มีความชอบธรรมในการปกครองประเทศอีกต่อไป”
นอกจากนี้นายแมร์ซ ยังสนับสนุนความพยายามของอิตาลี ในการผลักดันให้สหภาพยุโรปขึ้นทะเบียนกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านเป็นองค์กรก่อการร้าย
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้รัฐบาลอิหร่านอ่อนแอที่สุด
นายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาคาดว่าการประท้วงในอิหร่านจะปะทุขึ้นอีกครั้ง เพราะความกังวลหลักของประชาชนคือเรื่องเศรษฐกิจยังไม่มีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น โดยเขากล่าวต่อคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภาว่า “ระบอบการปกครองนั้นอาจจะอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา และปัญหาหลักที่พวกเขาเผชิญคือการไม่มีวิธีแก้ปัญหาข้อร้องเรียนหลักของผู้ประท้วง ซึ่งก็คือเศรษฐกิจที่กำลังล่มสลาย”
ความพยายามเจรจาท่ามกลางความไม่ไว้วางใจ
อิหร่านระบุว่ายังเปิดกว้างสำหรับการเจรจากับสหรัฐฯ แต่มีความไม่ไว้วางใจที่เกิดจากเหตุสหรัฐฯโจมตีในเดือนมิถุนายน 2025 แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่อิหร่านได้รับคำขู่จากประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) แต่ครั้งนี้มีการเสริมสร้างกำลังทางทหารในภูมิภาคอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ถือเป็นการเพิ่มการเผชิญหน้า ซึ่งอิหร่านกล่าวว่าพวกเขาพร้อมสำหรับสถานการณ์ดังกล่าวในฐานะหนึ่งในแนวทางที่เป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม ผู้นำอิหร่านยังคงสื่อสารในสองทาง (Twofold statement) ประการแรกคือยืนยันว่าพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการเจรจาที่เคารพผลประโยชน์ระดับชาติของอิหร่าน และต้องการการเจรจาที่มีความหมายมากกว่าการถูกสหรัฐฯ บงการตามความต้องการที่เกินขอบเขต
แต่กระนั้น ความไม่ไว้วางใจยังคงสูงยิ่ง ทั้งสองประเทศเคยมีส่วนเกี่ยวข้องในกิจการทางการทูตเมื่อเดือนมิถุนายน เมื่ออิหร่านถูกโจมตีโดยเครื่องบินทิ้งระเบิดของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวว่ามีการแลกเปลี่ยนข้อความกันจริง แต่ยังไม่มีการเจรจาที่แท้จริงเกิดขึ้น
อีกด้านหนึ่ง กองทัพอิหร่านได้ส่งสัญญาณที่รุนแรงว่าพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ในกรณีที่เกิดการเผชิญหน้า
— IMCT NEWS 29-01-2026
ที่มา https://aje.news/55198n



