หน้าแรกข่าวรอบโลกทำไมสหรัฐฯ สยบอิหร่านด้วยกำลังไม่ได้? 

ทำไมสหรัฐฯ สยบอิหร่านด้วยกำลังไม่ได้? 

เผยแพร่

spot_img

และบทสรุปที่ต้องจบลงบนโต๊ะเจรจา

 Asia Times รายงานว่า วิกฤตการณ์ครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านดำเนินมาถึงจุดที่คุ้นเคยอีกครั้ง ด้วยการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินและการยื่นคำขาด ท่ามกลางคำพยากรณ์ถึงสงครามที่จวนตัว ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “นาฏกรรมแห่งการข่มขู่” (Brinkmanship) ที่วอชิงตันและเตหะรานแสดงร่วมกันมาตลอดสี่ทศวรรษ

การเผชิญหน้าในปัจจุบันซึ่งมีชนวนเหตุจากการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงในอิหร่าน และการที่สหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) เข้าสู่พื้นที่อ่าวเปอร์เซีย ดำเนินไปตามบทที่ถูกเขียนไว้ล่วงหน้า

ประธานาธิบดีทรัมป์ ขู่จะดำเนินการ “ขั้นเด็ดขาด” ในขณะที่ยอมรับว่าการเจรจากำลังดำเนินอยู่ ส่วนผู้นำสูงสุดของอิหร่านขู่ถึง “สงครามภูมิภาค” ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศเร่งเจรจาผ่านตัวกลางในโอมานเพื่อหาทางออกที่ “ยุติธรรมและเท่าเทียม” โดยมีมหาอำนาจภูมิภาคทั้งตุรกี ยูเออี และซาอุดีอาระเบีย ต่างเร่งสกัดกั้นความขัดแย้งที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น

ความล้มเหลวของนโยบายกดดันสูงสุด (Maximum Pressure)

ความเชื่อที่ว่าการกดดันอย่างหนักหน่วงบวกกับการขู่เข็ญทางทหารจะทำให้อิหร่านยอมจำนนนั้น ถูกพิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “ไร้ผล” การถอนตัวจากข้อตกลง JCPOA ในปี 2018 และแคมเปญกดดันสูงสุดของรัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ทำให้อิหร่านคุกเข่าลง แต่กลับส่งผลให้อิหร่านเร่งเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนเกือบถึงระดับที่ใช้ผลิตอาวุธได้

แม้กระทั่งการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่อสถานปัตยกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านใน เดือนมิถุนายน 2025 (Operation Midnight Hammer) ก็ไม่สามารถกำจัดโครงการนิวเคลียร์ได้สิ้นซาก แต่กลับเป็นตัวเร่งให้เตหะรานตัดสินใจสร้างศักยภาพในการป้องปรามให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

การส่งกองเรือเพิ่มและการขู่ทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ จึงสะท้อนถึงความไม่เข้าใจในหลัก “การทูตเชิงบังคับ” (Coercive Diplomacy) เพราะไม่มีรัฐใดจะเจรจาภายใต้การข่มขู่ในตำแหน่งที่อ่อนแอได้ สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ความผิดพลาดทางยุทธวิธี แต่เป็นความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์

ความเป็นจริงในการปฏิบัติการ

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้สหรัฐฯ จะเปิดฉากโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง แต่อิหร่านก็มีขีดความสามารถในการตอบโต้ที่น่าเกรงขาม คลังแสงขีปนาวุธของเตหะรานสามารถโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ได้ทุกแห่งตั้งแต่กาตาร์ไปจนถึงอิรัก และช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก ก็ยังคงตกอยู่ในความเสี่ยง

คำถามสำคัญคือ: จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากการทิ้งระเบิดสิ้นสุดลง? การทำลายล้างโรงงานนิวเคลียร์จะสร้างรัฐบาลที่ยอมจำนนต่อสหรัฐฯ จริงหรือ? ผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าคือ กระแสชาตินิยมที่จะสร้างความเข้มแข็งให้ฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่ง และเร่งให้เกิดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างมีความชอบธรรมทางการเมืองภายในประเทศ

บทเรียนจากอดีตและทางออกที่แท้จริง

การแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มักสร้างผลลัพธ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าปัญหาเดิม ภูมิภาคนี้เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของ “ยุทธศาสตร์อันยิ่งใหญ่” ที่ดูดีในงานนำเสนอ แต่พังทลายเมื่อเผชิญกับความจริง

วิกฤตครั้งนี้จะคลี่คลายลงได้ด้วยกระบวนการทางการทูตที่น่าเบื่อหน่ายผ่านการเจรจาที่ กรุงมัสกัต ซึ่งเป็นเส้นทางที่เป็นไปได้จริงเพียงหนึ่งเดียว แม้มันจะไม่ได้สร้างทางออกที่สมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยก็สามารถสร้าง “ข้อตกลงชั่วคราว” เช่น การจำกัดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อแลกกับการยกเลิกคว่ำบาตรบางส่วน และกลไกป้องกันการลุกลามของความขัดแย้งทางทหาร

ผลลัพธ์นี้อาจไม่ถูกใจฝ่ายที่สนับสนุนนโยบายสายแข็ง (Hawks) หรือฝ่ายอนุรักษนิยมในอิหร่าน แต่มันดีกว่าทางเลือกที่เหลือ: นั่นคือสงครามที่สหรัฐฯ ไม่สามารถเอาชนะได้ทางทหาร ไม่สามารถแบกรับได้ทางการเมือง และไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในประเทศ ซึ่งผลโพลล่าสุดระบุว่าชาวอเมริกันกว่า 85% คัดค้านสงครามกับอิหร่าน

บทสรุป

รัฐบาลทรัมป์มีทางเลือกระหว่างการไล่ตามภาพลวงตาที่ต้องการเห็นอิหร่านล่มสลาย หรือยอมรับความจริงที่ยุ่งเหยิงว่า การจัดการกับประเทศคู่ปรักคู่แค้นต้องอาศัยการปรับตัวเข้าหากันมากกว่าการยื่นคำขาดเพียงฝ่ายเดียว

วิกฤตครั้งนี้มีแนวโน้มจะจบลงเหมือนครั้งก่อนๆ คือทั้งสองฝ่ายก้าวถอยออกจากขอบเหว อ้างชัยชนะตามเป้าหมายของตน ขณะที่ความตึงเครียดพื้นฐานยังไม่ได้รับการแก้ไข นี่ไม่ใช่ตอนจบที่น่าพึงพอใจ แต่มันคือการ “บริหารจัดการปัญหา” ที่ดูเหมือนจะเป็น “ปัญญา” ที่สุดท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

IMCT NEWS 17-02-2026

ที่มา https://asiatimes.com/2026/02/when-trumps-bluff-meets-reality-on-iran/

ข่าวล่าสุด

“สรพงษ์-เศรษฐา-ยอดรัก” กลบ  “ให้เหล้า..เท่ากับแช่ง” 

มื่อแคมเปญรณรงค์ “เสียงเตือนจากสวรรค์” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่นำเอาคลังเสียงของศิลปินผู้ล่วงลับ ทั้ง เศรษฐา ศิรฉายา, สรพงษ์ ชาตรี, ยอดรัก สลักใจ, มาสังเคราะห์คำพูดใหม่เพื่อเตือนเรื่องอาหารใส่บาตรพระสงฆ์ กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่องกาลเทศะ ในการสร้าง “ความลวงเสมือนจริง”

กรมศิลปากรเปิดม่านโรงละครแห่งชาติ หลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่

สำหรับการปรับปรุงซ่อมแซมเพื่อให้โรงละครแห่งชาติมีคุณภาพทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดอยู่ในมาตรฐานของยุโรปที่นิยมใช้กันในโรงละครชั้นนำทั่วโลก

ทำอย่างไร ?  การรักษาให้เลิกบุหรี่จะได้ผลดีกว่านี้

“ดูตัวเลขการรักษาเลิกบุหรี่ พบว่าคนที่เลิกบุหรี่สำเร็จมีน้อยมาก ทั้งๆ ที่เราเพิ่มการคัดกรอง ให้บริการผ่านร้านยา และยาฟรี มีคลินิกฟ้าใส รวมถึง application แจ้งเตือนแล้ว

จาก “รอง ฯ จะเลื่อยขาผู้ว่า ฯ” กระฉ่อนโซเชียล

ถอดรหัสลับ..บริหารความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมหาดไทย มวยล้มต้มคนดูหรือ..ศิลปะการบาลานซ์อำนาจระดับผู้นำ ?

ข่าวอื่นๆ

โลกในรอบสัปดาห์ (6–13 มิถุนายน 2569) 

สัปดาห์ที่ผ่านมา (6–13 มิถุนายน 2569) มีเหตุการณ์สำคัญระดับโลกเกิดขึ้นหลากหลายมิติ ทั้งเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ นวัตกรรม และมหกรรมกีฬาระดับโลก  ​* การเมืองและการทูต:  สัญญาณบวก "สหรัฐฯ-อิหร่าน" ท่ามกลางความผันผวน ​กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์...

กรุงเทพมหานครคว้าอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย ประจำปี 2026 (Best Cities in Asia) 

ผลการประกาศรางวัล Readers' Choice Awards 2026 โดยนิตยสาร DestinAsianซึ่งสามารถเอาชนะเมืองท่องเที่ยวชั้นนำอย่างโตเกียว (อันดับ 2) และสิงคโปร์ (อันดับ 3) ได้สำเร็จ

คุก 24 ปี  อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินรับสินบน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ว่าศาลประชาชนในมณฑลเหอหนาน ทางตอนกลางของจีน มีคำพิพากษาให้นายสือ หย่งซิน อดีตเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน รับโทษจำคุกเป็นเวลา 24 ปี ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบขณะดำรงสมณเพศ...