วันพฤหัสบดี, เมษายน 30, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกข่าวรอบโลก 'โมจตาบา คอเมเนอี' ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ที่กำลังถูก 'สหรัฐฯ-อิสราเอล' หมายหัว

 ‘โมจตาบา คอเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ที่กำลังถูก ‘สหรัฐฯ-อิสราเอล’ หมายหัว

เผยแพร่

spot_img

โมจตาบา คอเมเนอี (Mojtaba Khamenei) นักการศาสนาผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในอิหร่าน แต่กลับไม่ค่อยปรากฏตัวในแวดวงการเมือง ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของประเทศ หลังจากที่บิดาของเขา อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ.

โมจตาบา ในวัย 56 ปี ได้รับการคัดเลือกโดยสภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่าน ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสมาชิก 88 คน มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการแต่งตั้งผู้มีอำนาจสูงสุดทางการเมืองและศาสนาของประเทศ กระบวนการคัดเลือกนี้เป็นไปตามขั้นตอนทางรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจทางสายเลือด แม้ว่าเชื้อสายของครอบครัวและความใกล้ชิดกับ อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ผู้ล่วงลับ จะทำให้เขาตกเป็นศูนย์กลางของการคาดเดาเกี่ยวกับการสืบทอดตำแหน่งมานานแล้วก็ตาม

ด้วยการแต่งตั้งครั้งนี้ โมจตาบา จึงกลายเป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 โดยเข้ารับตำแหน่งผู้นำในช่วงเวลาที่ภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังเผชิญกับความขัดแย้งอย่างรุนแรงและความไม่แน่นอนภายในประเทศ

– ชีวิตช่วงต้นและภูมิหลังครอบครัว

โมจตาบา เกิดเมื่อวันที่ 8 กันยายน ปี 1969 ที่เมืองมาชาด ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญของประเทศ เขาเป็นบุตรชายคนที่ 2 ของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ซึ่งปกครองอิหร่านในฐานะผู้นำสูงสุดมาตั้งแต่ปี 1989 จนกระทั่งถูกสังหาร และเป็นหลานชายของผู้นำศาสนา ซัยยิด จาวาด คอเมเนอี

โมจตาบา เติบโตมาในสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ตึงเครียด เขาได้เห็นการขึ้นมามีบทบาทของบิดาในฐานะบุคคลสำคัญในการปฏิวัติอิสลาม และต่อมาก็ในฐานะประธานาธิบดีของอิหร่าน ก่อนที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุด

เขาแต่งงานกับ ซาห์รา ฮัดดาด-อาเดล บุตรสาวของ โกลาม-อาลี ฮัดดาด-อาเดล นักการเมืองสายอนุรักษนิยมที่มีชื่อเสียงและอดีตประธานรัฐสภา ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถาบันทางวัฒนธรรมชั้นนำแห่งหนึ่งของอิหร่าน

ซาห์รา เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลที่มุ่งเป้าไปที่บ้านพักของตระกูลคอเมเนอีในกรุงเตหะราน ส่วน โมจตาบา แม้รอดชีวิตจากการโจมตี แต่ก็สูญเสียมารดา น้องสาว พี่เขย และหลานชายไปเช่นกัน

– การศึกษาและการฝึกอบรมทางศาสนา

เช่นเดียวกับบุคคลสำคัญหลายคนในแวดวงนักการศาสนาของอิหร่าน โมจตาบาศึกษาด้านศาสนาในเมืองกอม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านศาสนศาสตร์ชีอะห์ชั้นนำของประเทศ และเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสอนศาสนาที่ฝึกอบรมนักการศาสนาของอิหร่าน

เขาศึกษาหลักนิติศาสตร์และศาสนศาสตร์อิสลามกับนักวิชาการอนุรักษนิยมที่มีชื่อเสียงหลายท่าน รวมถึง อยาตอลเลาะห์ มาห์มูด ฮาเชมี ชาห์รูดี, อยาตอลเลาะห์ ลอตฟอลลาห์ ซาฟี โกลปายกานี และ โมฮัมหมัด-ทากี เมสบาห์-ยาซดี นักอุดมการณ์ผู้ทรงอิทธิพลซึ่งเป็นที่ปรึกษาของบุคคลสำคัญทางการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมหลายคนในสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

ตามข้อมูลจากนักวิเคราะห์ชาวอิหร่าน โมจตาบา ใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพการงานของเขาเป็นครูสอนที่โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามในเมืองกอม รวมถึงชั้นเรียนนิติศาสตร์ขั้นสูงที่เรียกว่า ดาร์ส-เอ คาเรจ (dars-e kharej) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดของการศึกษาในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม

แม้จะอยู่ในแวดวงนักการศาสนามานานหลายทศวรรษ แต่ โมจตาบา ไม่เคยดำรงตำแหน่งในรัฐบาลอย่างเป็นทางการ และไม่เคยดำรงตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งหรือตำแหน่งบริหารใดๆ เลย

– บทบาทและอิทธิพล

สื่อต่างประเทศมักพรรณนาถึง โมจตาบา ว่าเป็นบุคคลลึกลับที่อาจมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง การปรากฏตัวต่อสาธารณะที่จำกัดของเขาตอกย้ำภาพลักษณ์นี้ เนื่องจากไม่มีการปราศรัย การสัมภาษณ์ หรือถ้อยแถลงทางการเมืองใดๆ ที่แสดงจุดยืนของเขาอย่างชัดเจน

ชื่อของ โมจตาบา ปรากฏขึ้นเป็นระยะในการอภิปรายทางการเมืองในอิหร่าน โดยส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี หรือการคาดเดาว่า เขาอาจสนับสนุนผู้สมัครคนใด

อย่างไรก็ตาม โมจตาบา เองแทบไม่เคยเข้าร่วมการอภิปรายทางการเมืองในที่สาธารณะ การปรากฏตัวของเขาส่วนใหญ่จำกัดอยู่เพียงพิธีการอย่างเป็นทางการ งานรำลึกระดับชาติ และการชุมนุมทางศาสนาที่สื่อของรัฐอิหร่านรายงานข่าว

ครั้งสุดท้ายที่เขาปรากฏตัวต่อสาธารณะคือระหว่างการชุมนุมสนับสนุนรัฐบาล หลังจากการประท้วงอย่างกว้างขวางเมื่อต้นปีนี้

ตามรายงานของอิหร่าน โมจตาบา ได้เข้าร่วมในสงครามอิหร่าน-อิรักในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เมื่อบิดาของเขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

มีรายงานว่า เขาเข้าร่วมหน่วยอาสาสมัครตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งถือเป็นประสบการณ์แรกของเขาในด้านการทหาร

สื่อตะวันตกบางแห่งเชื่อมโยงเขากับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันที่มีอำนาจมากที่สุดของอิหร่าน แม้ว่าเขาจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการใดๆ ในนั้นก็ตาม

– การสืบทอดตำแหน่งภายใต้ภัยคุกคาม

โมจตาบา คอเมเนอี กำลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์อิหร่านสมัยใหม่

การเปลี่ยนผ่านนี้ยังเกิดขึ้นภายใต้ภัยคุกคามโดยตรงจากอิสราเอล โดยผู้นำของอิสราเอลได้ประกาศว่าจะตามสังหารผู้นำอิหร่านคนใดก็ตามที่ได้รับเลือกให้สืบทอดตำแหน่งต่อจาก คอเมเนอี

อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล กล่าวบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ว่า “ผู้นำคนใดก็ตามที่ได้รับการคัดเลือกจากระบอบการปกครองก่อการร้ายของอิหร่านให้สานต่อแผนการทำลายล้างอิสราเอล คุกคามสหรัฐอเมริกา โลกเสรี และประเทศต่างๆ ในภูมิภาค และกดขี่ประชาชนอิหร่าน จะเป็นเป้าหมายของการลอบสังหารอย่างแน่นอน ไม่ว่าเขาจะชื่ออะไร หรือซ่อนตัวอยู่ที่ไหน”

ภัยคุกคามดังกล่าวเน้นย้ำถึงแรงกดดันอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้นต่อการสืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดอิหร่าน และทำให้ โมจตาบา ตกอยู่ท่ามกลางการเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายวงกว้างออกไปไกลเกินกว่าพรมแดนของอิหร่าน

สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานข่าว โมจตาบา คาเมเนอี ได้รับบาดเจ็บในสงคราม โดยพวกเขาเรียกว่ามันเป็น “สงครามแห่งเดือนรอมฏอน” แต่ยังไม่มีการแจ้งในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้

วันที่ 9 มี.ค.2569 สื่อ The Times of Israel อ้างแหล่งข่าวจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน ยืนยันว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ โมจตาบา คาเมเนอี ได้รับบาดเจ็บ แต่ยังไม่มีการแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติม

สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานข่าวเกี่ยวกับการขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของโมจตาบา ผู้ประกาศข่าว ซึ่งเรียกเขา (โมจตาบา) ว่า “จานบาซ” ระบุว่า จานบาซได้รับบาดเจ็บจากศัตรูใน “สงครามแห่งเดือนรอมฏอน” ซึ่งเป็นคำที่สื่อในประเทศอิหร่าน ใช้เรียกความขัดแย้งในปัจจุบัน โดยบิดาและภรรยา ของมอจตาบา เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ในกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569

รายงานระบุว่า โมจตาบา สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว เขาจบหลักสูตรเฉพาะทางด้านจิตวิทยาและจิตวิเคราะห์ และมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ วิทยาศาสตร์การทหาร และกิจการด้านความมั่นคง ตลอดจนหลักการทางการเมืองและข้อกำหนดด้านการบริหารของประเทศ

ข่าวล่าสุด

ป้าย  20 ล้าน ? สีน้ำเงิน ที่สนามบินบุรีรัมย์ยกระดับอินเตอร์ หรือ ปรับสีเพื่อ “ใคร ?“

เปิดเบื้องหลังงบประมาณกรมท่าอากาศยาน ท่ามกลางกระแสวิจารณ์สนั่นโซเชียล เมื่อ “อัตลักษณ์ภาครัฐ” กับ “เฉดสีที่คุ้นตา” พาดทับกันจนเป็นประเด็น

 รู้หรือไม่..? ปรากฏการณ์แฟชั่นที่กำลังมาแรงและถูกพูดถึงอย่างมากในหมู่วัยรุ่นจีน 

ภาพของคนรุ่นใหม่ที่เดินสวมกางเกงช้างพริ้วไหว สวมทับด้วยเสื้อยืดที่มีข้อความปลงตก ปล่อยวาง หรือคำสอนทางพุทธศาสนา กลายเป็นภาพชินตาตามย่านฮิตในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และอีกหลายเมืองใหญ่ในจีน

   飲 水 思 源  (sweat)  สุภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า  “ดื่มน้ำให้นึกถึงต้นน้ำ”

“ดื่มน้ำให้นึกถึงต้นน้ำ” ประโยคสั้น ๆ แต่สะเทือนใจยาวไกลกว่าที่คิด เพราะมันไม่ได้สอนแค่เรื่อง “ความกตัญญู” แต่สอนให้เรามองชีวิตอย่างมีสติ “อย่าลืมตัว”

สีหศักดิ์เผยสหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใดๆไทย จากผลกระทบสงคราม ไทยหันไปหารัสเซีย-จีน

รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ยังไม่ได้ให้ความช่วยเหลือโดยตรงใดๆ แก่ประเทศไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาระยะยาวของสหรัฐฯ ขณะที่ไทยกำลังเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางจากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน

ข่าวอื่นๆ

UAEเตรียมถอนตัวจาก OPEC & OPEC + วันที่ 1 พฤษภาคม 2026

 เพื่อความคล่องตัวทำธุรกิจ  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะถอนตัวออกจาก OPEC ในวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งถือเป็นแรงกระทบครั้งใหญ่ต่อกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่ประสานการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกโดยเฉพาะในตะวันออกกลาง  การประกาศที่สร้างความตกตะลึงในวันอังคารที่ 28 เมษายน เกิดขึ้นหลังจาก UAE ตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนเป็นเวลาหลายสัปดาห์จากอิหร่าน ซึ่งเป็นสมาชิก OPEC เช่นกัน...

ผู้นำเยอรมนีวิจารณ์ทรัมป์อย่างรุนแรงว่า ถูกอิหร่านทำให้อับอาย ชี้ขาดทั้งกลยุทธ์และแผนทางออก

นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟริดริช เมิร์ซ วิจารณ์นโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ และแนวทางของรัฐบาลทรัมป์ต่อสงครามอิหร่านอย่างรุนแรง โดยระบุว่าสหรัฐฯ “ถูกทำให้อับอาย” และขาดทั้งกลยุทธ์และแผนทางออก

เบื้องหลังการเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แบบเร่งด่วนของกษัตริย์ชาร์ลส์และราชินีคามิลลา-สหรัฐครบ 250 ปี

กษัตริย์ชาร์ลส์และราชินีคามิลลาเดินทางถึงกรุง Washington, D.C. เมื่อวานนี้( 27 เมษายน) นับเป็นการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังขึ้นครองราชย์ ซึ่งถูกกำหนดเวลาให้ตรงกับวาระครบรอบ 250 ปีของสหรัฐฯ