กดดัน 16 ประเทศ ข้อหาดันกำลังผลิตล้นตลาดโลก
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มต้นการไต่สวนทางการค้าครั้งใหญ่ครั้งแรกจากหลายรายการที่วางแผนไว้ เพื่อปูทางไปสู่การจัดเก็บภาษีนำรอบใหม่ ถือเป็นหัวใจสำคัญของความพยายามในการทดแทนภาษีเดิมที่ถูกศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งยกเลิกไป
เจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศเมื่อวันพุธที่ 11 มี.ค.ว่า สำนักงานของเขาจะเริ่มดำเนินการไต่สวนระบบเศรษฐกิจหลักมากกว่า 12 แห่งภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้า โดยมุ่งเน้นไปที่ข้อกล่าวหาเรื่องกำลังการผลิตที่ล้นเกิน (Excess Manufacturing Capacity)กระบวนการไต่สวนดังกล่าว โดยปกติจะใช้เวลาหลายเดือนดำเนินการ ถือเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่จำเป็นเพื่อให้ประธานาธิบดีสามารถจัดเก็บภาษีฝ่ายเดียวต่อสินค้านำเข้าจากประเทศเฉพาะเจาะจงที่ถูกพิจารณาว่าใช้วิธีการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเขตเศรษฐกิจที่จะถูกตรวจสอบในครั้งนี้รวมถึงกลุ่มคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ได้แก่ จีน, สหภาพยุโรป, เม็กซิโก, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และไต้หวัน
นอกจากนี้ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์, นอร์เวย์ , อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, ไทย , มาเลเซีย, กัมพูชา, เวียดนาม และบังกลาเทศ จะถูกรวมอยู่ในการไต่สวนครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
“มุมมองของเราคือ คู่ค้าที่สำคัญได้พัฒนากำลังการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับแรงจูงใจของตลาด ทั้งในแง่ของความต้องการภายในประเทศและความต้องการของโลก” เจมิสัน เกรียร์ กล่าวระหว่างการบรรยายสรุปแก่ผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์
ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของรัฐบาลในการฟื้นฟูกำแพงภาษีของทรัมป์ หลังจากที่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยครั้งสำคัญคัดค้านการเก็บภาษีทั่วโลกของเขาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ทั้งนี้ ภาษีศุลกากรเป็นแกนหลักนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดี และได้ใช้อำนาจในการจัดเก็บภาษีฝ่ายเดียวเพื่อสร้างอำนาจต่อรองต่อประเทศต่างชาติมาโดยตลอด
ขณะที่ทรัมป์และทีมงานโต้แย้งว่าพวกเขาเพียงแค่ต้องการความต่อเนื่องในนโยบายการค้า แต่การเร่งรีบตอบโต้ความพ่ายแพ้ในชั้นศาลของรัฐบาลได้สร้างความปั่นป่วนให้กับความสัมพันธ์ทางการค้าโลกอีกครั้ง การเปิดการไต่สวนครั้งใหม่นี้เสี่ยงที่จะสร้างความตึงเครียดกับกรุงปักกิ่ง เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการประชุมสุดยอดที่วางแผนไว้ระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ของจีน
นอกจากนี้ การตั้งเป้าไปที่เม็กซิโกอาจทำลายความพยายามในการเจรจาข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ที่ทรัมป์เคยลงนามในสมัยแรกซึ่งมีความตึงเครียดอยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก อย่างไรก็ดี แคนาดา ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเป้าหมายชุดแรกนี้
ในเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานทะเบียนกลาง (Federal Register) สำนักงานของเกรียร์ได้ตั้งข้อกล่าวหาเรื่องภาวะกำลังการผลิตล้นเกินต่อแต่ละเขตเศรษฐกิจ โดยระบุว่าจีนรักษาความได้เปรียบดุลการค้าในหลายภาคส่วน พร้อมระบุเจาะจงไปที่กลุ่ม EU โดยเฉพาะเยอรมนีและไอร์แลนด์ ในกลุ่มสินค้าเคมีภัณฑ์, เครื่องจักร และยานยนต์ รวมถึงไต้หวันในกลุ่มชิปเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์
“หลักฐานบ่งชี้ว่าการได้เปรียบดุลการค้าสินค้าของจีนถูกผลักดันโดยการเพิ่มกำลังการผลิตและผลผลิตในหลายภาคส่วนที่ล้นเกินอย่างต่อเนื่อง” USTR ระบุในเอกสารที่ยื่นโดยที่ปรึกษาทั่วไป เจนนิเฟอร์ ธอร์นตัน (Jennifer Thornton)
นอกจากนี้ยังมีการยกตัวอย่างบริษัทต่างชาติที่ขยายธุรกิจไปต่างประเทศอย่างรุนแรง เช่น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนอย่าง BYD Co. โดยภาคส่วนที่ USTR ระบุว่า “เผชิญกับปัญหาเนื้อร้ายของกำลังการผลิตและผลผลิตที่ล้นเกิน” ได้แก่ อะลูมิเนียม, รถยนต์, แบตเตอรี่, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องจักร, กระดาษ, พลาสติก,หุ่นยนต์, ดาวเทียม, เซมิคอนดักเตอร์, เรือ, แผงโซลาร์เซลล์ และเหล็กกล้า
“ในหลายภาคส่วนเหล่านี้ สหรัฐฯ ได้สูญเสียกำลังการผลิตในประเทศไปอย่างมหาศาล หรือตกอยู่ในสภาวะล้าหลังคู่แข่งต่างชาติอย่างน่ากังวล” หน่วยงานระบุในเอกสาร
เกรียร์ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลไม่มีความประสงค์ที่จะลดความเร็วลง โดย USTR วางแผนที่จะจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในช่วงวันที่ 5 พฤษภาคม หลังจากผ่านช่วงเวลาการเปิดรับความเห็นต่อการไต่สวน จากนั้นจะสามารถเสนอมาตรการแก้ไข รวมถึงการจัดเก็บภาษีได้
นอกจากนี้ ในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี รัฐบาลทรัมป์ยังมีแผนที่จะเปิดการไต่สวนแยกต่างหากที่เกี่ยวข้องกับการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งจะครอบคลุมอย่างน้อย 60 ประเทศ และคาดว่าจะมีการไต่สวนอื่นๆ ตามมาอีก ทั้งนี้เกรียร์ไม่ได้ระบุเจาะจงว่าอุตสาหกรรมหรือประเทศใดจะได้รับผลกระทบ แต่เสนอว่าอาจมีการตั้งเป้าไปที่ประเทศที่มีการเก็บภาษีบริการดิจิทัล, การกำหนดราคายา และประเด็นกังวลอื่นๆ
“นโยบายยังคงเหมือนเดิม เครื่องมืออาจเปลี่ยนแปลงไปตามความไม่แน่นอนของศาลและปัจจัยอื่นๆ แต่นโยบายหลักจะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง” เกรียร์กล่าว
หลังจากที่ศาลตัดสินว่าภาษีของทรัมป์ละเมิดกฎหมาย ประธานาธิบดีได้ประกาศเก็บภาษี 10% ทันทีภายใต้อำนาจอื่นเพื่อเป็นมาตรการชั่วคราวเป็นเวลา 150 วัน พร้อมส่งสัญญาณแผนจัดเก็บภาษีภายใต้อำนาจที่แตกต่างออกไป รวมถึงมาตรา 301 (Section 301) และมาตรา 232 (Section 232) ต่อมาเขาได้กล่าวว่าจะขึ้นอัตราภาษีพื้นฐานชั่วคราวเป็น 15% แม้ว่าจนถึงตอนนี้จะยังไม่ได้ดำเนินการจัดเก็บจริงก็ตาม
เกรียร์กล่าวว่าเขาจะพยายามสรุปการไต่สวนให้เสร็จสิ้นก่อนที่ภาษีตามมาตรา 122 (Section 122) จะหมดอายุ ซึ่งจะช่วยให้ภาษีใหม่เข้ามาทดแทนได้ทันที
ทรัมป์บ่นว่าบทบัญญัติเหล่านั้นขาดความยืดหยุ่นเมื่อเทียบกับกฎหมายฉุกเฉินที่เขาเคยใช้ แต่ช่องทางตามมาตรา 301 และ 232 ถูกมองว่ามีความมั่นคงทางกฎหมายมากกว่า ซึ่งเขาได้ใช้มาตราเหล่านี้ในการเก็บภาษีรถยนต์, โลหะ และสินค้าบางประเภทจากจีนและบราซิล มาแล้ว
ในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เกรียร์ระบุว่ารัฐบาลคาดการณ์ว่าการไต่สวนครั้งใหม่จะครอบคลุมคู่ค้าหลักเกือบทั้งหมด โดยประเด็นอื่นๆ ที่สหรัฐฯ อาจตรวจสอบรวมถึงการเลือกปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ, ภาษีและกฎระเบียบดิจิทัล รวมถึงแนวทางปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมอาหารทะเลและข้าว
เกรียร์กล่าวเสริมว่ารัฐบาลจะ “สานต่อ” การไต่สวนตามมาตรา 301 ที่กำลังดำเนินอยู่ต่อบราซิลและจีน รวมถึง “คงไว้” ซึ่งการเก็บภาษีตามมาตรา 232 และ “สรุปการเจรจาที่ค้างอยู่” โดยเขาลดความสำคัญของการเปิดไต่สวนระลอกใหม่ในอุตสาหกรรมเฉพาะภายใต้มาตรา 232 ในช่วงสัปดาห์นี้ แต่ระบุว่ายังมีเวลาเหลืออีก 3 ปีในวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
การประกาศเมื่อวันพุธที่ 11 มี.ค.ถือเป็นจุดเริ่มจากหลายขั้นตอนที่รัฐบาลพยายามกอบกู้ระบบภาษีที่ทรัมป์เคยบังคับใช้โดยใช้อำนาจฉุกเฉินกลับมาใหม่ แม้ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะนำภาษีใหม่ไปใช้อย่างเฉพาะเจาะจงเพียงใดเพื่อสร้างระบอบภาษีเดิมขึ้นมาใหม่
ทรัมป์มักกล่าวอ้างซ้ำๆ เกี่ยวกับเม็ดเงินที่ได้รับจากการเก็บภาษี และการสูญเสียรายได้ส่วนนี้ไปเป็นความกังวลหลักของทำเนียบขาว รัฐบาลได้พยายามประวิงเวลาขั้นตอนการคืนเงินภาษีให้แก่ผู้นำเข้า แต่ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางเพิ่งปฏิเสธคำร้องของรัฐบาลที่ขอให้คงการระงับการคืนเงินไว้เป็นเวลาสี่เดือน
—
IMCT NEWS 13-03-2026



