กะเทาะเปลือก “สังคมไร้เงินสด”
จี้…ให้ศักดิ์ศรีธนบัตรไทย ย้ำชัดกฎหมายต้องอยู่เหนือเงื่อนไขการค้า
ชำแหละความล้ำสมัยที่มาพร้อมกำแพง “จุดอับสัญญาณ” ของผู้สูงวัย 14 ล้านชีวิต กับสิทธิที่สมาร์ทโฟนอาจเบียดบัง
ท่ามกลางบรรยากาศรื่นเริงของเทศกาลสงกรานต์และวันครอบครัว ประเทศไทยกำลังอวดโฉมในฐานะดาวรุ่งแห่งโลกดิจิทัลด้วยระบบชำระเงินที่ก้าวล้ำทัดเทียมอารยประเทศ ทว่าในมิติของการพัฒนาที่พุ่งทะยาน กลับปรากฏ “รอยร้าว” ใหญ่ที่แแฝงมาในรูปของความสะดวกสบาย เมื่อประชากรอาวุโสกลุ่มใหญ่ของชาติกำลังถูกโดดเดี่ยวจากวงจรเศรษฐกิจเพียงเพราะก้าวตามไม่ทันแอปพลิเคชัน ถึงเวลาที่รัฐต้องฉุกคิดว่าความเจริญที่แท้จริงต้องไม่ทิ้งใครไว้ในซอกหลืบของเทคโนโลยี และต้องเคร่งครัดไม่ปล่อยให้อำนาจเงินตราตามกฎหมายถูกด้อยค่าด้วยเงื่อนไขทางการค้าตามอำเภอใจ
วิวัฒนาการที่ต้องแลกมาด้วยความเหลื่อมล้ำ
เราต่างชื่นชมกับภาพลักษณ์ใหม่ของไทยในฐานะสังคมไร้เงินสดที่รวดเร็วและทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบสแกนที่ครอบคลุมทุกหัวระแหงทัดเทียมกับนอร์เวย์ หรือจีนที่ก้าวล้ำไปถึงขั้นจดจำใบหน้าเพื่อชำระเงิน ความสำเร็จเหล่านี้คือความภาคภูมิใจที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่นวัตกรรมที่มุ่งเน้นเพียงความเร็วเพียงอย่างเดียว มักมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าความสะดวกของคนกลุ่มหนึ่ง อาจกลายเป็นอุปสรรคแสนสาหัสของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เติบโตมากับสัมผัสของธนบัตรและเหรียญกษาปณ์
“14 ล้านชีวิต” กับทางเลือกที่ถูกจำกัด
ในวาระ “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ประจำปี 2569 ข้อมูลระบุชัดว่าไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี กว่า 14 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ของประเทศ สำหรับผู้สูงวัยจำนวนมาก สมาร์ทโฟนอาจไม่ใช่เครื่องมือที่สร้างความสะดวก แต่กลับเป็นความซับซ้อนที่สร้างภาระทางจิตใจ การบีบให้สังคมเข้าสู่ระนาบดิจิทัลเพียงมิติเดียว จึงเท่ากับการจำกัดสิทธิในการเข้าถึงปัจจัยสี่ของผู้มีอุปการคุณของชาติกลุ่มนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
กฎหมายเงินตรา หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติไม่ใช่เพียงทางเลือก
ความศักดิ์สิทธิ์ของพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 ซึ่งบัญญัติชัดเจนว่าธนบัตรไทยเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย การที่ภาคธุรกิจหรือร้านค้าสร้างระเบียบภายในเพื่อปฏิเสธการรับเงินสดและบังคับให้สแกนเพียงอย่างเดียวนั้น ถือเป็นการสร้างเงื่อนไขที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มีผลบังคับใช้อยู่แล้ว รัฐจึงต้องกำกับดูแลให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติตามกฎหมายเงินตราอย่างเคร่งครัด ไม่ปล่อยให้ความสะดวกของระบบการค้ามาลดทอนอำนาจของเงินตราไทยที่กฎหมายให้การรับรอง
ภารกิจรัฐ ผู้วางรากฐานความเท่าเทียมในโลกสมัยใหม่
รัฐบาลในยุคดิจิทัลต้องสวมบทบาทผู้วางรากฐานและผู้กำกับดูแลสิทธิของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเท่าเทียม การก้าวสู่สังคมไร้เงินสดต้องดำเนินไปบนพื้นฐานของการประคับประคองที่จับต้องได้ รัฐควรมีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อยืนยันว่าทุกสถานประกอบการยังคงต้องทำหน้าที่รับชำระเงินตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้วันครอบครัวเป็นวันที่คนทุกวัยสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้อย่างภาคภูมิใจ โดยไม่รู้สึกว่าถูกเทคโนโลยีผลักไสออกไปเพียงเพราะไม่มีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย
สองทางขนานที่ต้องบรรจบ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่แท้จริงคือความยืดหยุ่น การรักษาช่องทางเงินสดควบคู่ไปกับดิจิทัลไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่เป็นหลักประกันความเสี่ยงในวันที่ระบบทางเทคนิคอาจขัดข้อง และเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้ที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่โลกเสมือนจริง การปฏิบัติตามกฎหมายควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรม คือการสะท้อนถึงวุฒิภาวะของสังคมไทยที่รู้จักให้เกียรติความแตกต่างและไม่เอาความเร็วของเทคโนโลยีมาเป็นตัวตัดสินคุณค่าของคน
หัวใจสำคัญ ระบบคู่ขนานเพื่อความยั่งยืน
ท้ายที่สุดนี้ ในระยะเริ่มแรกของการเปลี่ยนผ่านสู่โลกสมัยใหม่ รัฐบาลจำเป็นต้องกำหนดนโยบายให้มีการใช้งานทั้ง “ระบบธนบัตร” และ “ระบบดิจิทัล” ควบคู่กันไปอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงวัย จะไม่ได้รับผลกระทบจากการเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี การเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองระบบทำงานร่วมกันคือทางออกที่ยุติธรรมและสอดคล้องกับข้อกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมดิจิทัลได้อย่างสง่างาม โดยมีรากฐานที่แข็งแรงจากการยอมรับความแตกต่างและความหลากหลายของคนในชาติอย่างแท้จริง
2569-04-14 “ชัยทัศน์”



