นักท่องเที่ยวเพิ่ม รายได้ขยายตัว ขณะรัฐเริ่มเข้มงวด หลังพบการใช้ช่องโหว่เดินทางก่อกิจกรรมผิดกฎหมาย
นโยบายยกเว้นวีซ่าให้ 93 ประเทศ พำนักได้ไม่เกิน 60 วัน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 ได้ช่วยผลักดันภาคการท่องเที่ยวของไทยให้ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนผู้เดินทางและรายได้จากบริการ
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและหน่วยงานด้านความมั่นคงเริ่มเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรอง หลังพบพฤติกรรมบางส่วนที่อาศัยช่องทางดังกล่าวเข้ามาดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย สะท้อนความจำเป็นในการปรับนโยบายให้สมดุลมากขึ้น
การเปิดฟรีวีซ่าครั้งใหญ่ในปี 2567 ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังภาคท่องเที่ยวชะลอตัว โดยครอบคลุม 93 ประเทศและดินแดน อนุญาตให้พำนักได้สูงสุด 60 วัน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และช่วยขับเคลื่อนรายได้ในภาคบริการ โรงแรม การขนส่ง และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเดียวกัน หน่วยงานด้านความมั่นคงและข้อมูลจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น “สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime ) และ INTERPOL เริ่มสะท้อนแนวโน้มที่ต้องจับตา โดยระบุว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ มีการปรับรูปแบบและเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการไปยังประเทศที่มีมาตรการเข้าเมืองผ่อนคลายมากขึ้น
รูปแบบดังกล่าวเคยปรากฏในหลายประเทศในภูมิภาค เช่น Myanmar Cambodia และ Laos ซึ่งถูกใช้เป็นฐานของเครือข่ายหลอกลวง ก่อนที่แรงกดดันจากการปราบปรามจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงจึงอยู่ที่การใช้ “ช่องว่างของระบบ” มากกว่าสัญชาติของผู้เดินทาง โดยพบพฤติกรรม เช่น การใช้สิทธิ์พำนักระยะสั้นเพื่อประกอบกิจกรรมผิดกฎหมาย การใช้ธุรกิจบังหน้า และการเดินทางเข้า–ออกซ้ำเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด ซึ่งทำให้ภาครัฐเริ่มพิจารณามาตรการเพิ่มเติม ทั้งการเข้มงวดการตรวจสอบ และการทบทวนเงื่อนไขการพำนัก
ในเชิงนโยบาย นักวิชาการเสนอว่า ไทยควรปรับแนวทางไปสู่การเปิดประเทศแบบมีเงื่อนไขมากขึ้น โดยพิจารณาลดระยะเวลาพำนักในบางกรณี เพิ่มระบบคัดกรองเชิงความเสี่ยง และเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถแยกแยะผู้เดินทางตามพฤติกรรมได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการปิดช่องโหว่การเดินทางเข้า–ออกซ้ำที่อาจถูกใช้ในทางที่ผิด
ทั้งนี้ หลายประเทศในภูมิภาค เช่น Singapore และ Malaysia ได้ใช้แนวทางผสมผสานระหว่างการเปิดรับนักท่องเที่ยวกับการกำกับดูแลเชิงระบบ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงโดยไม่กระทบต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจ สะท้อนว่าความสำเร็จของนโยบายไม่ได้อยู่ที่ “การเปิดมากหรือน้อย” แต่ขึ้นอยู่กับ “ความแม่นยำของการบริหารจัดการ”
การเปิดประเทศอาจเปรียบเหมือนการเปิดประตูบ้านต้อนรับแขก ซึ่งยิ่งมีแขกมาก บ้านก็ยิ่งคึกคัก แต่ในวันที่โลกเปลี่ยนไป ความท้าทายอาจไม่ใช่การเปิดหรือปิดประตู หากแต่คือการรู้ว่า “ใครควรเข้ามา และใครควรถูกตรวจสอบให้มากกว่าปกติ”
2569-04-16 “ชัยทัศน์”



