The Telegraph รายงานว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังดำเนินสงครามในประเทศอิหร่าน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ใช้โอกาสจากความวุ่นวายนี้ในการปรับโฉมอำนาจระดับโลกของตน ศึกษายุทธวิธีของสหรัฐฯ และวางตำแหน่งประเทศจีน ให้เป็นทางเลือกใหม่ที่มั่นคงเหนืออำนาจของอเมริกา
ในมหาศาลาประชาชน ณ กรุงปักกิ่ง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ให้การต้อนรับ นายเปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) นายกรัฐมนตรีสเปนโดยผู้นำจีนได้กล่าวถ้อยแถลงเปิดงานสั้นๆ เพื่อส่งสัญญาณถึงโลกทัศน์ของจีนว่า “โลกวันนี้อยู่ในภาวะระส่ำระสายและไร้ระเบียบ วิธีที่ประเทศหนึ่งปฏิบัติต่อกฎหมายและระเบียบระหว่างประเทศ สะท้อนถึงโลกทัศน์ ค่านิยม และแนวทางการรักษาความรับผิดชอบของประเทศนั้น” ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการโจมตีโดยนัยต่อการรุกรานประเทศอิหร่าน ของสหรัฐฯ ที่ทำให้ภูมิภาคเข้าสู่ภาวะสงครามมานานกว่า 50 วัน
สี จิ้นผิงยังระบุด้วยว่าจีนและสเปน ต่างยืนอยู่บน “ฝั่งที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์” และต้องร่วมกันต่อต้านการกลับไปสู่ “กฎแห่งป่า” (Law of the jungle) โดยเน้นย้ำว่าโลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับการต่อสู้ระหว่าง “ความถูกต้องและอำนาจกำลัง”
ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนวิกฤตเป็นผลกำไร
นักวิเคราะห์ระบุว่าผู้นำจีนกำลังดำเนินยุทธศาสตร์ตามสำนวน “อิน ฮั่ว เต๋อ ฟู่” (Yin huo de fu) หรือการได้รับพรจากภัยพิบัติ โดยจีนกำลังพรรณนาภาพลักษณ์ตนเองเป็นมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ และตราหน้าอเมริกาว่าโหดร้ายและคาดเดาไม่ได้
ขณะเดียวกัน กองทัพจีนกำลังเฝ้าศึกษายุทธวิธีและอาวุธของสหรัฐฯ ในสงครามครั้งนี้อย่างละเอียด นอกจากนี้ จีนในฐานะผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนจะได้รับประโยชน์สูงสุดหากอุปทานน้ำมันโลกถูกขัดขวาง เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดเกือบทั้งหมดขึ้นอยู่กับทรัพยากรและเทคโนโลยีของจีน
มีอา นูเวนส์ (Meia Nouwens) ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน IISS ชี้ว่า สี จิ้นผิง กำลังใช้กลยุทธ์สงครามข้อมูลเพื่อโปรโมตจีนเป็นทางเลือกที่มีความรับผิดชอบ โดยใช้ข้อความเดียวกับที่อเมริกาเคยใช้โจมตีจีนในอดีต (เช่น “Might makes right”) กลับมาทำลายความเชื่อถือของสหรัฐฯ เสียเอง
บทเรียนทางทหารและการปิดล้อมช่องแคบ
กรณีศึกษาที่สำคัญในครั้งนี้คือ การที่ประเทศอิหร่านสามารถใช้โดรน (Drone) ราคาถูกในการต่อต้านกองทัพที่ทันสมัยที่สุดในโลกของสหรัฐฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ สร้างภาระทางงบประมาณให้อเมริกาถึง 2 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน สิ่งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน จะนำไปปรับใช้กับกรณีเกาะไต้หวัน ในอนาคต โดยเฉพาะการที่ระบอบปกครองของอิหร่านยังไม่ล่มสลายแม้ผู้นำจะถูกโจมตีแบบตัดหัว (Decapitation strike) ในช่วงแรกของสงคราม
นอกจากนี้ จีนยังได้ทดสอบปฏิกิริยาของสหรัฐฯ ผ่านกรณีเรือบรรทุกน้ำมัน Rich Starry ที่พยายามฝ่าการปิดล้อมในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งลูคัส ฟิลเลอร์ (Lukas Filler) อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่านี่คือบทเรียนสำคัญในการประเมินระดับความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นหากสหรัฐฯ ปิดล้อมช่องแคบมะละกา (Strait of Malacca) ในอนาคต
ความท้าทายและความพึ่งพาตนเอง
แม้จีนจะวางตัวเป็นตัวกลางในการเจรจาสันติภาพที่ปากีสถาน แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ชาร์ลส์ พาร์ตัน (Charles Parton) และ จงหยวน โจว หลิว (Zongyuan Zoe Liu) มองว่าจีนมีข้อจำกัดในการส่งผลต่ออิหร่าน และอาจเกิด “ช่องว่างของความเชื่อมั่น” หากจีนไม่สามารถช่วยเหลือพันธมิตรที่ถูกคว่ำบาตรอย่างอิหร่านหรือเวเนซุเอลา ได้จริงในเชิงทหาร
อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวของอเมริกาได้ส่งผลให้คะแนนนิยมของจีนใน Gallup Poll พุ่งสูงที่สุดในรอบ 20 ปี
ท้ายที่สุด สี จิ้นผิง ยังคงมุ่งเน้นการสร้างความพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ (Self-sufficiency) เพื่อลดผลกระทบจากการคว่ำบาตรของตะวันตก และพยายามรักษา “ราวกันตก” (Guardrails) ในความสัมพันธ์กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อป้องกันความผันผวนที่อาจทำลายเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของปักกิ่งคือการควบคุมจังหวะการเสื่อมถอยของสหรัฐฯ และการก้าวขึ้นสู่อำนาจของจีนอย่างเป็นระบบ
—
IMCT NEWS 20-04-2026



