วันศุกร์, เมษายน 24, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกเรื่องสั้นเรื่องสั้น    “มรดกสัปเหร่อ”

เรื่องสั้น    “มรดกสัปเหร่อ”

เผยแพร่

spot_img

 เมฆคล้อยเคลื่อนบังแสงนวลเกือบจะมืดมิด…!

                              ภายใต้ผืนฟ้าสีม่วงคล้ำที่ปริแตกราวกับแผลพุพองหนองเฟะ   

                              สุสานแห่งนี้….หมอบนิ่งอยู่ท่ามกลางความสลัว ราวกับอสูรกายขนาดมหึมาที่กำลังอ้าปากรอรับเครื่องเซ่นสังเวย 

                             แถวศิลาจารึกสีซีดขาวนับพันที่ปักเรียงราย ดูไม่ต่างจากซี่ฟันผุพังที่โผล่พ้นเหงือกดินโคลนแฉะชื้น ลมกรรโชกหอบเอาไอเย็นยะเยือกที่เจือกลิ่นสาบสางของซากอินทรีย์และความเน่าช้ำมาชวนคลื่นเหียน 

                            รอยแตกบนพื้นปูนมีรากสนชอนไชช้าๆ ดูคล้ายเส้นเลือดสีดำที่กำลังสูบฉีดความตายลงสู่ก้นบึ้ง เสียงกิ่งไม้แห้งกระทบกันดังกึกกัก… ฟังดูละม้ายเสียงเคาะกระดูกข้อนิ้วที่พยายามจะตะเกียกตะกายขึ้นมาจากความเงียบที่หนักอึ้ง

                           ความหนาวสั่นพุ่งจู่โจมจนถึงไขสันหลัง 

                         “ก้อง” กระชับเป้สะพายหลังแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สายตาของเขาพร่ามัวไปกับเงาตะคุ่มที่ไหววูบตามซอกหลุมศพ    

                           ทุกครั้งที่ไฟถนนด้านนอกกะพริบวูบวาบ เงาดำของป้ายหินจะยืดขยายราวกับพวกมันกำลังขยับกายลุกขึ้นยืน ความรู้สึกเหมือนมีดวงตานับพันคู่ที่ฝังอยู่ใต้เล็บและเศษดิน กำลังจ้องมองมา ทำให้เขาลืมกระทั่งวิธีหายใจ 

                           สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันเต็มไปด้วยความหลังที่ฝังอยู่ในจิตใจของคนข้างหลังมากมาย

                          คนตายอยู่ใต้ดิน… ”คนเป็น“  มากมายยังห่วงหาอาลัย

                          หลายคนอาจมาเยี่ยม …มานั่งโศกเศร้า…มารำลึกความหลัง…และอีกสารพัด

                         เราไม่อาจรังเกียจเดียดฉันท์อะไรได้แม้เขาเหล่านั้นจะเป็นธุลีดิน….ไปแล้ว

                         แต่ “ความกลัว”  ก็ไม่อาจจะผลักออกไปจากจิตใจของเราที่เพิ่งมารับหน้าที่ใหม่นี้ได้

                       ความกล้า..ผลักความกลัวให้ออกห่าง แล้วยืดอก…

หน้าเข้มในยามรัตติกาล

                       “ดมให้ชินซะก้อง… นี่แหละกลิ่นของสุสาน” ลุงบุญ สัปเหร่อวัยเกษียณในชุดมอซอเอ่ยเสียงพร่า ขณะที่เขาปักจอบลงกับพื้นดิน เสียงเหล็กกระทบหน้าดินดัง ฉึก! หนักแน่นและเยือกเย็น 

                      “ทำไปนานๆ จมูกแกจะด้านชาไปเอง ส่วนฉัน… “

พลางอ้าสองแขนกางกว้างแหงนหน้าพุ่งท้องฟ้าเหมือนได้รับอิสรภาพ

                     ”…..พรุ่งนี้เช้ามืดลูกชายจะมารับไปอยู่บ้านนอกแล้ว ถึงเวลาทิ้งไอ้หลุมพวกนี้ไว้ข้างหลังเสียที…

                     ทุกอย่างในอาณาบริเวณนี้  เหมือนเป็นมรดกยกให้แกรับไปโอบอุ้ม..“

                      ความมืดข้นคลั่กเข้าโอบล้อมจนแสงจากไฟฉายกระบอกเก่าดูเหมือนเพียงรูเข็มเล็กๆ ที่พยายามเจาะทะลวงม่านหมอก 

                     “แต่…ระวังหน่อยนะก้อง…..พื้นแถวนี้มันไม่อยู่นิ่ง” ลุงบุญเตือนพลางชี้ให้ดูหลุมศพหลุมหนึ่งที่แผ่นปูนเผยอขึ้นจนเห็นโพรงมืดมิดที่ลึกโบ๋ ดูคล้ายปากที่กำลังอ้าค้าง กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ ของดินแฉะน้ำค้างลอยพุ่งขึ้นมาจากหลุมนั้นจนก้องต้องยกมือปิดจมูก 

                    “ดินมันทรุดเพราะแรงดันข้างล่างน่ะ อย่าไปก้มดูเชียว… บางทีสิ่งที่มันอยากจะออกมา ก็แค่ความว่างเปล่าที่แกจินตนาการไปเอง”

                     ก้องพยายามก้าวเท้าตามรอยเท้าของลุงบุญไปติดๆ เสียงใบไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าดัง…กึก…กัก….ราวกับเสียงเคี้ยวกระดูก แต่ที่ทำให้เขาใจสั่นคือ ทุกครั้งที่เขาหยุดเดิน เขาจะได้ยินเสียง “ครืด… กึก…” แผ่วๆ ตามมาเหมือนมีใครบางคนลากโซ่เส้นเล็กๆ อยู่ในพุ่มหญ้ารกชัฏเบื้องหลัง

                      เมื่อเขาส่องไฟไปดู กลับพบเพียงเงาของแผ่นกระเบื้องเก่า ๆ  เป็นศิลาจารึกชื่อและวันตาย ที่โยกเยกไปมาตามลมอย่างน่าสะพรึงกลัว

                   “ลุงครับ หลุมนั้นทำไมมีโซ่พันไว้จนมิดเลยล่ะครับ?” 

                    ก้องถามพลางส่องไฟไปที่หลุมศพขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ปลีกวิเวกท่ามกลางเงามืด โซ่เหล็กหนาที่ขึ้นสนิมจนแดงฉานพันรอบแผ่นหินไว้หลายชั้นราวกับกำลังสะกดกั้นบางสิ่งที่ดุร้ายไว้ข้างใน

           ลุงบุญหัวเราะในลำคอ หยุดชะงักแล้วหันกลับมาทางหนุ่มหน้าเข้มที่กำลังเป็นทายาทสัปเหร่อเข้ามาแทนที่เขาเต็มตัวในวันนี้

                  “ความเป็นกับความตาย แม้จะอยู่ตรงกันข้าม มันก็เกี่ยวพันกัน  “คนเป็น” ห่วง “คนตาย” มันถ่ายทอดไปได้ทุกกิริยาอาการ…..”

                   คำตอบของสัปเหร่อเพิ่งเกษียณเหมือนปรัชญาวงจรชีวิตที่ยังคงผูกพันกันอยู่

                    ยิ่งดึก หมอกยิ่งจับตัวหนาจนดูเหมือนกำแพงสีขาวที่บีบอัดเข้ามาทุกทิศทาง 

                   ลุงบุญพาก้องเดินอ้อมไปยังโซนหลุมศพไม้เก่าแก่ที่ดินรอบๆ ดูบวมพองผิดปกติ ราวกับมีอะไรบางอย่างพยายามจะดันตัวขึ้นมาจากเบื้องล่าง แต่ในจังหวะที่ไฟฉายส่องไปถึงหลุมหนึ่ง ลุงบุญกลับหยุดกึกและ “ผงะถอย” จนชนเข้ากับร่างของก้องอย่างจัง…

                     แรงกระแทกนั้นทำให้ก้องสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวเบื้องหน้า แม้กระทั่งลุงบุญยังตื่นตระหนกอย่างนี้….!

                   “นั่นมันอะไรน่ะลุง!” ก้องอุทาน แสงไฟฉายสั่นระริกขณะที่เขาส่องไปที่หลุมศพนั้น

                     ฝาปูนที่ควรจะปิดสนิทกลับแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ และที่น่าสยดสยองคือ มีเส้นผมยาวสีดำขลับจำนวนมาก ทะลักออกมาจากรอยแตกนั้น มันเลื้อยพันไปตามพื้นดินและกิ่งไม้รอบข้าง ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตกระหายเลือดที่กำลังค่อยๆ คืบคลานออกมาท่ามกลางความเงียบ เสียง แกรก… แกรก… ดังแว่วมาจากข้างในรอยแยกนั้นคล้ายเสียงฟันกระทบกันจนทั้งสองจับมือกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

                       ลุงบุญเบือนหน้าหนี มือที่ถือไฟฉายสั่นเทาจนแสงวูบวาบดูน่ากลัว

                     “ลุง… ผมว่าผมทำไม่ไหวแล้วล่ะ” 

ก้องพูดเสียงสั่นพร่า ความสยองขวัญพุ่งขึ้นถึงขีดสุด 

                    “งานนี้มันไม่ใช่แค่เฝ้าศพแล้วล่ะลุง มันมีบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ ผมจะกลับตอนนี้เลย!”

                      ลุงบุญรีบคว้าข้อมือก้องไว้แน่นอีกครั้ง  สัมผัสของลุงแม้หยาบกร้านแต่แฝงไว้ถึงความหนักแน่นจริงจัง

                    “ใจเย็นๆ ก้อง… ฟังฉันนะ…!“

                      ลุงพูดปลอบด้วยน้ำเสียงแหบต่ำที่ฟังดูเยือกเย็นกว่าอากาศรอบกาย เหมือนจะประคองจิตใจของทายาทสัปเหร่อไม่ให้เตลิดเปิดเปิง

                    “สิบปีก่อนฉันก็เคยเจอแบบนี้  และเจอมากกว่านี้ด้วยซ้ำ บางคืนฉันเห็นคนนั่งร้องไห้อยู่บนยอดไม้ บางคืนดินมันก็เดือดเหมือนน้ำซุปราวกับมีใครกำลังดิ้นรนอยู่ข้างใต้

                      แต่เชื่อฉันเถอะ… พอนานเข้า แกจะชาชินไปเอง แกจะรู้ว่าพวกเขาก็แค่ “คนบ้านเหงา”  ที่อยากให้มีคนอยู่เป็นเพื่อนในความมืดแบบนี้”

                       ก้องคลายสีหน้าหม่น..ฝืนยิ้มชายตาไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง…

                    “แกเห็นเส้นผมนั่นไหม? มันก็แค่ผลจากความชื้นกับเชื้อราป่าบางชนิดที่มันโตผิดที่ผิดทางจนดูคล้ายเส้นผมคน อย่าไปมองมันเป็นเรื่องผีสางเลยก้อง 

                      แกคือคน…ในจำนวนหลายคนที่หัวหน้าใหญ่ยอมให้มาเป็นทายาทต่อจากฉัน  ถ้าแกทิ้งงานนี้ไป ก็คงไม่มีใครที่น่าจะสามารถมาอยู่ดูแลความสงบให้พวกเขาเหล่านี้ได้“ พูดจบพลางหันไปรอบ ๆ เป็นวงกลมท่ามกลางความมืดมัวของราตรีกาล

                    คำพูดปลอบใจเป็นความอบอุ่นกลบเกลื่อนความน่ากลัวเบื้องหน้าให้คลายลงไปจนทำให้ก้องเริ่มใจอ่อนลง

                   ลุงค่อยๆ พาเขาเดินเลี่ยงออกมาพลางเล่าเรื่องตลกในอดีตด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จนความกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความกล้าที่จะลองยึดมั่นในอาชีพใหม่ 

                  ก้อง…กำหมัด  เชิดหน้า…สูดลมหายใจเต็มปอด

มองหน้าลุงบุญแล้วพยักหน้าช้า ๆ เหมือนยอมรับความทายาท

                 “เอาเถอะ… คืนนี้ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนแกไปพลาง ๆ จนกว่าลูกชายฉันจะมารับ  แกไปพักผ่อนที่ห้องพักเก่าของฉันเถอะ  ต่อไปนี้…แกก็จะได้สิทธิเหมือนที่ฉันได้สิทธิมานับสิบปี…. ต่อจากคนเก่า…

                 ส่วนฉันจะไปรอตรงป้ายรถด้านหน้าทางเข้าสุสานจนกว่าลูกชายจะมารับ“

                  ลุงบุญยิ้มให้ก้องอย่างเปิดเผยใต้แสงจันทร์ที่เมฆดำเคลื่อนคล้อยห่างไป 

                  หมอกหนาเริ่มจับตัวเป็นหยดน้ำเย็นเยียบหยดลงบนต้นคอของก้อง ลุงบุญตบไหล่เขาแรง ๆ เหมือนให้เข้มแข็ง 

ก่อนจะส่งมอบกระเป๋าหนังเก่าคร่ำครึที่รวมเอกสารทั้งเก่าและใหม่เกี่ยวกับคนตายและหลุมศพให้ 

                  สัปเหร่อเฒ่าที่เพิ่งเกษียณล้วงพวงกุญแจสนิมเขรอะที่ส่งเสียงกริ๊งกร๊างยามเคลื่อนไหวออกมาจากกระเป๋าชูขึ้นว่ามันคือกุญแจไขทุกช่องของทุกศพตามหมายเลขเรียงรายในเอกสารที่อาจไม่เป็นระเบียบมากนัก…

                   ก้องยื่นมือรับด้วยใจระทึก…ทั้งดีใจและหวาดหวั่นระคนกัน

               “ฉันไปนั่งรอด้านนอกก่อนนะก้อง    ขอให้แกโชคดีตลอดไป คืนนี้เย็นมาก  แต่ไม่ต้องห่วง ฉันจะรอจนกว่ารถลูกชายมารับที่หน้าถนน   ดูแลที่นี่ให้ดีเหมือนที่ฉันเคยทำ” 

                  ลุงบุญชายชราหันหลังกลับช้า ๆ เดินไปตามช่องทางที่เรียงรายหลุมศพซ้ายขวาด้วยความเคยชิน

                   ก้องมองตามจนลับสายตา  ใจหายมีอาการวังเวงเหมือนปล่อยเขาให้โดดเดี่ยวกับความน่าสพรึงกลัว

                   ความเงียบเข้ามาปกคลุม…เมฆดำก้อนใหญ่เคลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว ความมืดดูเหมือนจะปกคลุมในทันทีทันใด…..!

                  ค่อย ๆ หันไปทางท้ายสุสานที่มีเรือนหลังเล็ก ๆ ให้พออาศัย ยังมืดสลัวเหมือนม่านหมอกสีขาวโพลนราวกับจะขยับมากลืนกินร่างของเขาไปในพริบตา

                 ก้องหยุดยืนอยู่ลำพังท่ามกลางความเงียบที่กดดันจนหูอื้อ ถอนหายใจ  เหลียวกลับไปทางหน้าสุสานอีกครั้งเหมือนจะตำหนิสัปเหร่อเฒ่าที่รวบรัดจากไป

                 ความกล้า กับ ความกลัว  กำลังสลับกันไปมา….!

                  ก้องสูดลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นดินชื้นเข้าปอดเพื่อเรียกขวัญ เขาตัดสินใจเลือกเดินกลับไปยังห้องพักเก่าที่จะกลายเป็นห้องพักใหม่ของเขาที่อยู่ท้ายสุสาน 

                 ก้าวย่างผ่านเส้นทางเดิมที่มืดมิดและบิดเบี้ยว แสงไฟฉายดวงน้อยของเขาสาดไปตามทางซ้ายขวาอย่างระมัดระวัง

                แสงวับแวมสาดส่องโดนหลุมศพที่อิฐและดินกระจัดกระจาย ด้วยความบกพร่องของลุงบุญปล่อยค้างไว้ขวางอยู่ข้าวหน้า

               กิ่งไม้ด้านโน้นที่แผ่ออกมาดูเหมือนมือกำลังกวักเรียกเขาอยู่กลางสายหมอก   เขาหยุดจ้องพลางคิดในใจชั่วครู่….

               พลันรีบเดินไปอย่างรวดเร็วแล้วเปลี่ยนใจหยุดคิดอีกครั้ง  หันกลับมายืนหน้าหลุมศพที่ดินและปูนกระจายใหม่

              ชายหนุ่มเปิดกระเป๋าคร่ำคร่าล้วงเอกสารรัดหนังยางเป็นกระจุกออกมาคลี่  กราดไฟฉายแสงหรี่ส่องรายชื่อและหลุมศพเรียงรายไปมา พลิกหลายหน้า จนถึงบรรทัดสุดท้าย

              เขาหันไปทางหลุมศพที่ดินยังกระจายใหม่ ๆ  เหมือนคนทำไม่ตั้งใจ หรือรีบร้อนอย่างไม่รับผิดขอบเช่นนี้

              เหลือบเห็นจอบและพลั่วทิ้งอยู่ใกล้ ๆ เสาคอนกรีตเก่า..

              ถอนหายใจ เหลียวมองไปรอบ ๆ ที่เงียบสงัดก่อนจะเดินไปคว้าพลั่วมาถือแล้วคุ้ยดินเกลี่ยอย่างระมัดระวังตั้งใจกับงานชิ้นแรก  จนเรียบเสมอแผ่นกระเบื้องหิน

               ก้อง ล้วงเศษผ้าในกระเป๋าเช็ดคราบตะไคร่น้ำและดินโคลนที่ฉาบป้ายหินจนความเปรอะเปื้อนดินออกไป เพื่อให้สะอาดเรียบร้อย

                แสงไฟฉายในมือสั่นระริกจนแทบควมคุมไม่ได้ขณะที่เขาลากผ้าผ่านพื้นผิวหินที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง คราบสกปรกหนาเตอะหลุดลอก

               แล้วนั่น… เหมือนพื้นดินจะขยับได้….!!

มือสั่นระริก…

               ก้องผงะถอยหลัง…จนล้มคว่ำลงบนกองดินเลน  ส่งเสียงร้องอุทานด้วยความสยดสยองอย่างสุดขีดหลุดออกมาจากลำคอที่แห้งผากเมื่อความจริงกระแทกเข้าที่ใบหน้า….

               ก้องจ้องภาพบนป้ายหินเปื้อนดิน   วันเดือนปีและชื่อคนตายปรากฏชัด

             “ลุงบุญ….!!!”

ข่าวล่าสุด

ทำไม‘พีต เฮกเซธ’ สั่งปลดรมว.ทบวงทหารเรือสหรัฐฯ  ขณะที่การปิดล้อมท่าเรืออิหร่านถึงจุดวิกฤต

การปลด จอห์น ฟีแลน (John Phelan) ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีทบวงทหารเรือสหรัฐฯ (US Navy Secretary) โดย พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุดในระลอกการไล่ออกผู้นำระดับสูงของกองทัพสหรัฐฯ ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ต่อประเทศอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่

สื่อฮ่องกงเชื่อเขมรกำลังขาดแคลนหนัก พบลักลอบนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มสูงขึ้น

แม้ความต้องการสินค้าลักลอบนำเข้าจากไทย เช่น น้ำมันพืช ผลไม้ เนื้อสัตว์ และสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น สบู่ ดูเหมือนจะค่อนข้างสูง แต่กระนั้นประชาชนชาวกัมพูชายังคงคว่ำบาตรธุรกิจของไทย

สหรัฐฯคว่ำบาตรสว.กัมพูชา”ก๊ก อาน”คนสนิทฮุนเซนและอีก 28 ราย 

กระทรวงการคลังสหรัฐฯแถลงคว่ำบาตรนายก๊ก อาน วุฒิสมาชิกกัมพูชา กล่าวหาว่าเขาใช้อิทธิพลและสายสัมพันธ์(connections) ทางการเมือง ปกป้องเครือข่ายปฏิบัติการสแกมเมอร์

สรุปชัด! เจาะเลือดตรวจสุขภาพ “งดอาหารแต่ไม่ต้องงดน้ำ” 

หมอแล็บ-หมอต้น ยันดื่มได้ตามปกติ  นพ.กฤษดา (หมอต้น) ควงคู่ หมอแล็บแพนด้า ออกโรงเตือนสติคนไข้ ปี 69 แล้วเลิกเข้าใจผิด "งดน้ำก่อนเจาะเลือด" ชี้การทำตามความเชื่อเดิมๆ เสี่ยงภาวะขาดน้ำจนเลือดข้น ทำค่าไตพุ่งสูงเหมือนเสื่อมระยะที่ 2-3...

ข่าวอื่นๆ

เรื่องสั้น … “แค่แวะ..มาคุย“

“คุณมาช้ากว่าปกติสองนาที” เขาพูดโดยไม่เงยหน้า สายตายังคงอยู่ที่ถ้วยชาตรงหน้า ”คุณจับเวลาไว้หรือไง” เธอวางกระเป๋าลงช้า ๆ “เปล่า” เขายิ้มบาง ๆ ”แค่รู้สึก…“

แค่ชื่อ “ฝุ่นละออง” ไม่ได้ แปลว่า ไร้ค่า … นิทานธรรมะ  

ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีเพื่อนซี้คู่หูที่ตัวติดกันมาตั้งแต่เกิดชื่อว่า ฝุ่น (ชายหนุ่ม) และ ละออง (หญิงสาว) ทั้งคู่เกิดวันเดียวกัน บ้านติดกัน และมีนิสัยเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ... ชอบทำตัวลีบเล็ก

เรื่องสั้น     “ตุ๊กตา”

มันนั่งอยู่ตรงนั้น ….! บนโต๊ะไม้เนื้อเก่ากลางห้องนั่งเล่น ร่างพลาสติกซีดเซียวของมันไม่ได้โดดเด่นอะไรนักหากมองเผินๆ แต่เมื่อใดที่สายตาของผมปะทะเข้ากับดวงตาคู่นั้น… !