รมว.กลาโหมขู่ NATO ไม่ช่วยรบต้องเจอบทลงโทษ
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) เปิดเผยรายงานต่อสมาชิกรัฐสภาเมื่อวันพุธที่ 29 เษายนว่า สหรัฐอเมริกาได้ใช้จ่ายงบประมาณไปแล้วประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์ในสงครามกับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นประมาณการต้นทุนความขัดแย้งที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีการเปิดเผยต่อสาธารณะ
จูลส์ เฮิร์สต์ (Jules Hurst) รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายงบประมาณของเพนตากอน (Acting Pentagon Comptroller) เสนอตัวเลขดังกล่าวระหว่างการแถลงร่วมกับ นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต่อคณะกรรมาธิการด้านอาวุธของสภาผู้แทนราษฎร
การไต่สวนครั้งนี้มีวาระหลักเพื่อหารือเกี่ยวกับคำขออนุมัติงบประมาณด้านการป้องกันประเทศที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ และเป็นโอกาสแรกที่บรรดาสมาชิกรัฐสภาจะได้ตั้งคำถามต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงเกี่ยวกับสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์
ความขัดแย้งทางการเมืองและยุทธศาสตร์ “โดดเดี่ยว”
นายเฮกเซธ โต้แย้งว่าการเพิ่มงบประมาณกลาโหมขึ้น 40% จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดการลงทุนที่สะสมมานานหลายปี แต่เขากลับใช้ท่าทีแข็งกร้าวต่อสมาชิกรัฐสภาที่เขาต้องขอความสนับสนุน โดยระบุว่า “ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุด และศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราเผชิญในขณะนี้ คือคำพูดที่ประมาท ไร้ความสามารถ และขี้แพ้ของสมาชิกรัฐสภาพรรคเดโมแครต และพรรครีพับลิกัน บางส่วน” ต่อประเด็นสงครามอิหร่าน
ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้เส้นทางขนส่งพลังงานในอ่าวเปอร์เซียต้องปิดตัวลง กระทบต่อเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซ ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น และบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรในยุโรป ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพยายามใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลเพื่อกดดันให้อิหร่านยอมเจรจายุติสงคราม
คำเตือนถึงพันธมิตรนาโต (NATO)
นอกจากนี้ นายเฮกเซธ ยังได้เตือนประเทศพันธมิตรว่าจะมี “ผลตามมา” หากล้มเหลวในการช่วยเหลือสหรัฐฯ ในสงครามครั้งนี้ โดยได้เจาะจงไปที่องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) สำหรับสิ่งที่เขาเรียกว่าความล้มเหลวที่ “ไม่อาจยอมรับได้” ในการสนับสนุนกองทัพสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่า “เราจะจดจำเรื่องนี้ไว้”
“ประเทศพันธมิตรต้นแบบที่ยืดหยัดเคียงข้างเรา เช่น อิสราเอล , เกาหลีใต้, โปแลนด์ , ฟินแลนด์ ,กลุ่มประเทศบอลติก และอื่นๆ จะได้รับความพึงพอใจเป็นพิเศษจากเรา” เฮกเซธระบุในแถลงการณ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษร “แต่พันธมิตรที่ไม่ทำเช่นนั้น พันธมิตรที่ยังคงล้มเหลวในการทำหน้าที่ของตนเพื่อการป้องกันร่วมกันจะต้องเผชิญกับผลตามมา”
เสียงค้านจากพรรคเดโมแครต
นายอดัม สมิธ (Adam Smith) ส.ส. อาวุโสพรรคเดโมแครตจากรัฐวอชิงตัน วิจารณ์คำของบประมาณของรัฐบาลว่า “ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง” พร้อมกล่าวหาว่านายเฮกเซธกำลังดูหมิ่นพันธมิตรของสหรัฐฯ “อย่างไร้เหตุผล” และดำเนินนโยบาย “ลุยเดี่ยว” ในอิหร่าน โดยตั้งคำถามว่า “แผนการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ของเราคืออะไร? ในเมื่อเราได้เห็นต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้ว”
ทางด้านสมาชิกรัฐสภาพรรครีพับลิกันต่างลังเลที่จะเสนอขายแผนการเพิ่มงบประมาณกลาโหม 440,000 ล้านดอลลาร์ให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม เนื่องจากความกังวลด้านค่าครองชีพ ซึ่งงบประมาณมหาศาลนี้อาจต้องแลกมาด้วยการตัดงบประมาณโครงการสวัสดิการสังคมที่เป็นที่นิยม
คลังแสงสหรัฐฯ เริ่มร่อยหรอ
ปฏิบัติการทิ้งระเบิดในอิหร่านยังส่งผลให้คลังสำรองขีปนาวุธและระเบิดไฮเทคของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก โดยเพนตากอนประเมินว่าเพียงช่วงสองวันแรกของสงคราม ต้องสูญเสียค่ากระสุนและยุทโธปกรณ์ไปถึง 5,600 ล้านดอลลาร์ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ The Washington Post เดือนมีนาคม
แม้รัฐมนตรีกลาโหมจะปฏิเสธว่าสงครามไม่ได้ทำให้ยุทโธปกรณ์ขาดแคลน แต่เหตุผลหนึ่งที่มีการของบประมาณเพิ่มขึ้นคือการเติมเต็มคลังยุทโธปกรณ์ที่ถูกนำไปใช้ในปริมาณมากระหว่างสงคราม รวมถึงการป้องกันอิสราเอล เมื่อปีที่ผ่านมา ในช่วงที่อิหร่านทำการตอบโต้จากการที่โรงงานนิวเคลียร์ถูกโจมตี
นายไมค์ โรเจอร์ส (Mike Rogers) ประธานคณะกรรมาธิการจากพรรครีพับลิกัน ระบุว่า “คลังแสงยุทโธปกรณ์ทั่วโลกของเราอยู่ในระดับต่ำ และเราขาดขีดความสามารถในการเติมสต็อกให้เต็มได้อย่างรวดเร็ว” โดยเขาพยายามสะท้อนว่าคำของบประมาณนี้คือการแก้ไขปัญหาการขาดการลงทุนมานานหลายทศวรรษ
ในโอกาสนี้ นายเฮกเซธยังได้ย้ำถึงจุดยืนใหม่ของรัฐบาลทรัมป์ที่มีต่อจีน โดยระบุว่าสหรัฐฯ ต้องการ “แนวทางที่ไม่ใช่เพื่อการครอบงำ แต่เป็นความสัมพันธ์ที่สมดุล”
—
IMCT NEWS 30-04-2026



