ความเคลื่อนไหวระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง
เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และดรามาในโลกออนไลน์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน-กัมพูชา หลังจากมีกระแสข่าวกรณีที่ทางการจีนส่งมอบยุทโธปกรณ์ (อาวุธและรถถัง) ให้แก่ประเทศกัมพูชา ซึ่งทำให้เกิดคำถามในหมู่ประชาชนถึงความขัดแย้งเชิงพื้นที่และดุลยภาพทางทหารในภูมิภาค
เรื่องนี้ทำให้ฝ่ายความมั่นคงและอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูง เช่น นายนันทิวัฒน์ สามารถ (อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ) ออกมาแสดงทัศนะเตือนสติว่าไทยต้องเน้นการ “ยืนบนขาตัวเอง” และสร้างความมั่นคงภายใน โดยไม่พึ่งพิงหรือคาดหวังจากมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกินไป
ขณะเดียวกัน ในมิติด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทางนายกรัฐมนตรีไทยและคณะก็ได้มีการเข้าหารือร่วมกับรองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติของจีน เพื่อกระชับความสัมพันธ์และย้ำภาพลักษณ์ความร่วมมือในทุกมิติเพื่อลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
คดีความและการตรวจสอบทุจริต/จริยธรรมนักการเมือง
มีคำพิพากษาและคดีความของนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติที่ต้องจับตา:
* ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พ้นจากตำแหน่งและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
* ศาลฎีกา มีคำสั่งให้ นางจุฑามาศ ซารัมย์ พ้นจากตำแหน่งนายก อบต.เมืองแฝก จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง
* สรุป ภาพรวมในรอบสัปดาห์: บรรยากาศทางการเมืองค่อนข้างนิ่งในแง่ของความขัดแย้งภายในสภา แต่ไปเน้นหนักในเรื่องของงานพิธีการสำคัญระดับชาติ การบังคับใช้กฎหมายกับนักการเมืองที่กระทำผิดจริยธรรม และการเฝ้าระวังดุลยภาพความมั่นคงชายแดนและอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอาเซียนเป็นหลัก



