ปวงพุทธบริษัทน้อมสำนึกในพระเมตตาคุณ ร่วมน้อมถวายพระพรชัยมงคล
สัจจะแห่งร่มพุทธจักร มงคลสมัยพระชนมายุสมเด็จพระสังฆราชไทย
สยบความหมุนคว้างโลกดิจิทัลด้วยวิปัสสนาธุระ เสริมส่งศรัทธาสากลยั่งยืน
เจาะลึกมหาเถรประวัติศิษย์สายลึก “หลวงปู่ฝั้น” สู่อัครเสาหลักผู้เชื่อมรอยต่อคามวาสีและอรัญวาสี นำพุทธจักรไทยสง่างามบนเวทีโลกโดยไม่ต้องพึ่งพารหัสผ่าน
ท่ามกลางกระแสธารแห่งยุคเปลี่ยนผ่านที่โลกดิจิทัลขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและการพิสูจน์อัตลักษณ์ผ่านระบบรหัสผ่านอันซับซ้อน ทว่า ความมั่นคงทางจิตวิญญาณของพุทธศาสนิกชนไทยกลับยังคงสถิตเสถียรอย่างสงบเย็นอยู่ภายใต้ร่มโพธิ์ทองของสถาบันสมเด็จพระสังฆราช โดยเฉพาะในมงคลสมัยที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน
โดยกระทรวงมหาดไทยและกรมการศาสนาได้ร่วมกันเป็นแกนหลักจัดงานฉลองถวายในวาระที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 99 ปีบริบูรณ์ ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายอันประเสริฐในการสืบสานราชประเพณีและแสดงกตเวทิตาคุณถวายแด่พระผู้สละละวาง
วาระนี้ในปรากฏการณ์อันมหัศจรรย์ที่ชี้ให้เห็นว่า “ความนิ่ง-สยบความเคลื่อนไหว” ด้วยพระจริยวัตรอันราบเรียบและพระธรรมวินัยอันบริสุทธิ์ สามารถเหนี่ยวรั้งจิตใจมนุษย์ไม่ให้เอนเอียงนอกกรอบศีลธรรม และเป็นความจริงแท้ที่สังคมโลกล้วนยอมรับอย่างปราศจากข้อกังขา
วิวัฒนาการของตำแหน่ง “สมเด็จพระสังฆราช” นับตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์จวบจนถึงปัจจุบันมีทั้งสิ้น 20 พระองค์ สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของพุทธจักรไทยที่เติบโตควบคู่ไปกับบริบททางสังคมและข้อกฎหมาย โดยเฉพาะจุดเปลี่ยนสำคัญทางนิตินัยจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พศ. 2505 มาสู่ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พศ. 2562 ในมาตรา 7 ซึ่งบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการ การคืนพระราชอำนาจตามโบราณราชประเพณีนี้ ผนวกกับการคัดสรรพระมหาเถระผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ ได้กลายเป็นปราการด่านสำคัญที่ทำให้สถาบันปกครองสงฆ์สูงสุดของไทยทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์และเกียรติติดำรงความเป็นเอกภาพสูงสุดเสมอมา
เบื้องหลังแห่งความเลื่อมใสศรัทธาที่พุทธบริษัทมีต่อองค์ประมุขสงฆ์พระองค์ปัจจุบัน มีประวัติศาสตร์สายพระป่ากรรมฐานระบุเด่นชัดว่า พระองค์ทรงเป็นศิษย์วงในและเคยทรงทำหน้าที่อุปัฏฐากใกล้ชิดหลวงปู่ฝั้น อาจาโร บุพพาจารย์ใหญ่แห่งกองทัพธรรมสายวัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร ทั้งยังทรงมีสายสัมพันธ์ธรรมลึกซึ้งกับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี แห่งวัดหินหมากเป้ง
การเคี่ยวกรำพระองค์เองในป่าลึก เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาในถ้ำและป่าช้ามานานนับทศวรรษในอดีต ได้หล่อหลอมให้พระวิญญาณและจริยวัตรของพระองค์มีความเป็น “พระป่า” อย่างสมบูรณ์ เป็นภูมิหลังทางวิปัสสนาธุระอันแข็งแกร่งที่หาได้ยากยิ่งสำหรับพระมหาเถระฝ่ายบริหารที่เติบโตในเมืองหลวง
ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้จึงทรงดำรงฐานะเป็น “สะพานเชื่อม” ที่ไร้รอยต่อระหว่างฝ่ายคามวาสีและฝ่ายอรัญวาสี ทรงผสานศาสตร์แห่งการบริหารการคณะสงฆ์เข้ากับศิลป์แห่งการเจริญจิตตภาวนาได้อย่างกลมกลืน แม้ในยามที่ต้องประทับจำพรรษา ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ใจกลางกรุงเทพมหานคร ท่ามกลางพระกรณียกิจมหาสังฆปริณายกอันเนืองแน่น แต่ตารางปฏิบัติภาวนาส่วนพระองค์ในกุฏิช่วงเช้ามืดและก่อนจำวัดยังคงดำเนินไปอย่างแน่วแน่ ความสงบระงับและปล่อยวางต่อโลกธรรมที่แสดงออกผ่านพระพักตร์อันเบิกบานและพระจริยวัตรอันนุ่มนวล จึงเปรียบเสมือนสมอเรือผืนใหญ่ที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจผู้คนในยุคข้อมูลข่าวสารล้นเกินให้กลับคืนสู่ความมีสติ
มิติระดับนานาชาติ ความเป็นเนื้อแท้แห่งพระจริยวัตรที่จับต้องได้นี้ ได้แปรเปลี่ยนเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” ทางจิตวิญญาณที่องค์กรสากลและต่างชาติให้การยกย่องอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นการที่องค์การสหประชาชาติ UN ให้การยอมรับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกในวันวิสาขบูชา หรือการเสด็จเข้าเฝ้าของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ภาพผู้นำสูงสุดของสองศาสนจักรประทับเคียงข้างกันโดยไร้กำแพงกีดกัน ได้รับการบันทึกจากวาติกันว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นจากสัจธรรมที่สมเด็จพระสังฆราชไทยทรงสะท้อนให้โลกเห็นว่า สันติภาพที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการฝึกตนจากภายใน
สายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ยังตอกย้ำความเป็นเสาหลักของไทยผ่าน “นิกายสยามวงศ์” ในประเทศศรีลังกา ซึ่งราชสำนักสงฆ์ไทยเคยเป็นผู้กอบกู้และมอบสายเลือดบริสุทธิ์แห่งพระธรรมวินัยให้ในอดีต ส่งผลให้ผู้นำสงฆ์สูงสุดของศรีลังกาต่างเดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีและถวายความเคารพต่อองค์สมเด็จพระสังฆราชไทยอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน ประกอบกับการที่สถาบันการศึกษาและองค์กรพุทธศาสตร์นานาชาติต่างพร้อมใจกันทูลถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์และรางวัลผู้นำพุทธโลก ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า ศรัทธาสากลที่มีต่อพระองค์นั้นไม่ได้เกิดจากอำนาจทางการเมือง แต่เกิดจากจริยสมบัติอันงดงามที่ไม่อาจสั่นคลอนได้ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางวัตถุ
เนื่องในมงคลสมัยคล้ายวันประสูติที่เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่งในวันนี้ ที่ 26 มิถุนายน จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วโลกได้ร่วมกันสนองพระเดชพระคุณ น้อมนำพระโอวาทและแนวทางปฏิบัติธรรมของพระองค์มาเป็นรหัสหลักชัยในการดำเนินชีวิต ด้วยการยึดมั่นและตั้งมั่นในหลักคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นำมาประพฤติปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สุขอย่างถ้วนหน้า พร้อมทั้งร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่เป็นพลเมืองดีของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวผ่านความผันแปรของโลกยุคใหม่ และอยู่ร่วมกันในอารยสังคมได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข ภายใต้ร่มเงาแห่งพระธรรมและร่มโพธิ์ทองของสมเด็จพระสังฆราชไทยตราบกาลนาน
2569-06-26 “ชัยทัศน์”



