INSIDE INSIGHT /ประจำวันที่ 3 กรกฎาคม 2569
โดย-“ชัยทัศน์”
บีบ “ฮุน เซน” จนบินด่วนปักกิ่ง เขย่าดุลอำนาจพนมเปญ
พญาอินทรีริบสมองกลบิ๊กดาต้าสแกมเมอร์ มังกรจีนขยับจัดระเบียบความมั่นคงใหม่ จับตาแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่ทลายพรมแดนไทย
ปฏิบัติการ “Operation Riptide” โดยกระทรวงยุติธรรม และเอฟบีไอ ของสหรัฐอเมริกา ในการเข้ายึดระบบบัญชีคลาวด์คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังของ Huione Group เครือข่ายทุนยักษ์ใหญ่ในกัมพูชา ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของนิติสงครามไซเบอร์ที่ไม่ได้ทำลายเพียงแค่ระบบจัดเก็บข้อมูลและเส้นทางการเงินคริปโตมูลค่ากว่าสามหมื่นล้านดอลลาร์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ยังลอกคราบความเชื่อมโยงลึกซึ้งระหว่างอาชญากรรมข้ามชาติกับผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในพรรครัฐบาลกัมพูชา
สถานการณ์ที่งวดเข้ามานี้ส่งผลให้ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและผู้นำที่แท้จริง ต้องตัดสินใจบินด่วนสู่ปักกิ่งเพื่อเข้าพบประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แสวงหาหลักประกันทางภูมิรัฐศาสตร์และการจัดระเบียบความมั่นคงไซเบอร์ร่วมกันภายใต้ร่มเงาของจีน ขณะที่ประเทศไทยในฐานะรัฐหน้าด่าน กำลังเผชิญความเสี่ยงสูงสุดจากการทะลักข้ามแดนของทั้งทุนเทาหนีตาย แรงงานค้ามนุษย์ที่ถูกลอยแพ และภัยแทรกซึมทางการเงินที่จ่อประชิดพรมแดน
การจู่โจมทางไซเบอร์ของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการตัด “ระบบประสาทส่วนกลาง” ของตลาดมืดออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Huione Guarantee โดยสมบูรณ์ ข้อมูลบิ๊กดาต้า บันทึกการสนทนาบนแพลตฟอร์มโทรคมนาคมลับ และบัญชีคริปโตเคอร์เรนซีที่ถูกบันทึกไว้ในระบบคลาวด์ เปรียบเสมือนขุมทรัพย์ทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลที่ FBI กำลังใช้เป็นสารตั้งต้นในการขยายผล บีบให้ทางการกัมพูชาต้องยอมกลืนเลือดด้วยการถอนสัญชาติและริบยศ “ออกญา” ของ นายเฉิน จื้อ ประธานปรินซ์ กรุ๊ป (Prince Group) อดีตที่ปรึกษาใกล้ชิดของผู้นำสูงสุด รวมถึงการขึ้นบัญชีดำคว่ำบาตรทางการเงินต่อสมาชิกวุฒิสภาระดับแกนนำของพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรการของวอชิงตันไม่ได้มุ่งเป้าไปที่อาชญากรไร้ชื่อ แต่กำลังไล่บี้ตัดท่อน้ำเลี้ยงไปยังฐานรากของระบอบผู้มีอิทธิพลในพนมเปญ
สถานการณ์ที่สั่นคลอนถึงเสถียรภาพภายในนี้เอง คือคำตอบว่าเหตุใด ฮุน เซน ในวัย 73 ปี จึงต้องออกโรงเดินทางไปเจรจาด้วยตัวเองที่ปักกิ่ง แทนที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี หุ่นเชิดฉากหน้าอย่าง พลเอก ฮุน มาเนต ผู้เป็นบุตรชาย ซึ่งถูกวางบทบาทให้เดินสายสร้างภาพลักษณ์อารยชนในเวทีตะวันตกเพียงอย่างเดียว
การเมืองกัมพูชายังคงขับเคลื่อนด้วยระบบ “สองศูนย์กลางอำนาจ” ที่มีฮุน เซน เป็นผู้กุมบังเหียนยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการทหารตัวจริง เมื่อโครงสร้างผลประโยชน์และพันธมิตรทุนสีเทาที่เคยค้ำจุนพรรคถูกสั่นคลอนจากดาต้าที่สหรัฐฯ ยึดไปได้ ฮุน เซน จึงต้องใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวระดับพรรคต่อพรรค เข้าพบ สี จิ้นผิง เพื่อ “เคลียร์ใจ” และขอแรงสนับสนุนให้จีนเป็นแบคอัพป้องกันไม่ให้ระบอบพนมเปญล่มสลายจากการรุกคืบด้วยกฎหมายและการเงินของชาติเสรีนิยม
ด้านยุทธศาสตร์ของปักกิ่งนั้น ชัดเจนว่าประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ไม่ได้มีเจตนาจะปกป้องอาชญากรจีนสีเทาที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่พลเมืองตนเอง แต่จีนมองวิกฤตนี้เป็นโอกาสทองในการ “จัดระเบียบและยึดหัวหาด” ในกัมพูชาอย่างเบ็ดเสร็จ ข้อเสนอของจีนในการสร้างพันธมิตรความมั่นคงไซเบอร์และการส่งเทคโนโลยีคลาวด์ของรัฐบาลปักกิ่งเข้าไปทดแทนระบบเดิม คือการขับไล่อิทธิพลทางเทคโนโลยีของตะวันตกออกไปจากกัมพูชาอย่างถาวร พร้อมทั้งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างธุรกิจจาก “ทุนจีนสีเทาที่ควบคุมไม่ได้” ให้กลายเป็น “ทุนรัฐวิสาหกิจจีนสีขาว” ที่อยู่ภายใต้การกำกับของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง ทั้งฐานทัพเรือเรียมและโครงการคลองฟูนันเตโช
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากแรงอัดของสองมหาอำนาจที่กระทำต่อกัมพูชากำลังกลายเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่ทะลักข้ามพรมแดนในลักษณะ “โดมิโน” การปิดนิคมสแกมเมอร์ในสีหนุวิลล์และปอยเปตไม่ได้ทำให้อาชญากรรมเหล่านี้หมดไป แต่เป็นการผลักดันให้เครือข่ายเหล่านี้อพยพย้ายฐานปฏิบัติการข้ามมายังพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา และบางส่วนพยายามแทรกซึมเข้ามาตั้งศูนย์บัญชาการลับในหัวเมืองเศรษฐกิจของไทย
นอกจากนี้ ความพยายามฟอกทรัพย์สินที่เหลืออยู่จากระบบคริปโตให้กลายเป็นเงินสดและอสังหาริมทรัพย์ในไทย กำลังทำให้ระบบสถาบันการเงินของไทยตกเป็นเป้าสายตาและความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ ตรวจสอบฐานปล่อยปละละเลย
แนวทางการตั้งรับของรัฐบาลไทยต่อจากนี้ จึงไม่อาจดำเนินนโยบายแบบตั้งรับหรือมองเป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมทั่วไปได้ แต่ต้องยกระดับเป็น “วาระความมั่นคงแห่งชาติขั้นสูงสุด” ผ่านยุทธศาสตร์เชิงรุกสองด้าน ด้านหนึ่งคือการยกระดับมาตรการป้องกันชายแดนขั้นเด็ดขาด สกัดกั้นการเคลื่อนย้ายเทคโนโลยี ซิมการ์ด และบุคคลต้องสงสัย ควบคู่กับการล้างบาง “บัญชีม้า-ซิมม้า” และยกระดับการตรวจสอบเส้นทางการเงินข้ามแดนของปปง. อย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นสวรรค์แห่งใหม่ของการฟอกเงินหนี FBI ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบธนาคารไทยในเวทีโลก
ในมิติทางการทูต ไทยจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ “ไผ่ลู่ลมที่ยึดโยงกับหลักกฎหมายสากล” โดยการประสานความร่วมมือด้านข้อมูลบิ๊กดาต้าที่สหรัฐฯ ยึดมาได้กับเอฟบีไอ เพื่อนำมาขยายผลกวาดล้างมาเฟียไซเบอร์ในฝั่งไทย ซึ่งจะช่วยสร้างแต้มต่อและภาพลักษณ์ความจริงจังในเวทีโลก ขณะเดียวกันก็ต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลปักกิ่งในการส่งกลับอาชญากรข้ามชาติชาวจีนที่หลบหนีเข้ามา เพื่อรักษาดุลความสัมพันธ์กับมหาอำนาจทั้งสองฝั่ง และเปลี่ยนวิกฤตการณ์รอบบ้านให้เป็นโอกาสในการล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า แม้โครงสร้างและรังใหญ่ของเครือข่ายมิจฉาชีพข้ามชาติในกัมพูชาจะถูกทลายลงด้วยมาตรการทางเทคโนโลยีของมหาอำนาจ แต่ด้วยผลประโยชน์มหาศาลที่ผูกพันกับความอยู่รอดทางการเมืองและเศรษฐกิจ ย่อมทำให้ขบวนการเหล่านี้ดิ้นรนและซมซานที่จะสร้างรังปฏิบัติการแห่งใหม่ขึ้นมาทดแทนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่บริบทการเมืองไทยจำต้องตระหนัก คือการไม่รีรอหรือนิ่งนอนใจต่อผลพวงของการแตกกระเจิงของกลุ่มทุนสีเทาเหล่านี้ ซึ่งเปรียบเสมือนพิษร้ายที่กำลังกระจัดกระจายและพร้อมจะแทรกซึมข้ามพรมแดนเข้ามาสร้างความเสียหายในบ้านเรา
การตั้งรับที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่เพียงแค่การนั่งมองความเปลี่ยนแปลงของประเทศเพื่อนบ้าน แต่คือการเร่งขจัดและตัดวงจรพิษร้ายเหล่านั้นไม่ให้มีที่ยืนบนผืนแผ่นดินไทยโดยเร็วที่สุด



