INSIDE INSIGHT | THAITRIBUNE
ประจำวันที่ 4 กรกฎาคม 2569
โดย- “ชัยทัศน์”
เปิดแฟ้มข้อเท็จจริง ล้างบางขบวนการสอบท้องถิ่น 4,500 ล้าน สู่ปมยาเสพติดด่านตรวจสุวรรณภูมิ ซ้ำเติมความเชื่อมั่นระดับชาติ
จากความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้ที่ลุกลามสู่การสั่งย้ายข้ามคืน ทั้งรองผู้ว่าฯ และผู้ว่าราชการจังหวัด สู่การทลายขบวนการสอบท้องถิ่นมูลค่า 4,500 ล้านบาท และการรื้อโครงสร้างอำนาจในบอร์ดเมกะโปรเจกต์ EEC สะท้อนถึงการจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจภายในที่เข้มข้น ขณะที่ปัจจัยภายนอกอย่างคดีลูกเรือและผู้โดยสารขนเฮโรอีนต้นทางสุวรรณภูมิที่ออสเตรเลีย กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สั่นคลอนหมุดหมายการเข้าสู่สมาชิก OECD และความฝันในการก้าวเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ชนวนเหตุความระส่ำระสายภายในรั้วสิงห์มหาดไทยปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในพื้นที่ท่องเที่ยวภาคใต้ หลังมีคำสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับปลัดจังหวัดให้มาช่วยราชการ จากกรณีข้อร้องเรียนเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการริมชายทะเล ทว่าเรื่องราวกลับบานปลายเมื่อข้าราชการที่ถูกโยกย้ายได้ออกมาตั้งข้อสังเกตผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เผยให้เห็นรอยร้าวและปมขัดแย้งลึกจากการปฏิเสธปฏิบัติตามคำสั่งผ่านแอปพลิเคชันสนทนา ที่มีเนื้อหาเกี่ยวโยงกับการสนับสนุนกลุ่มการเมืองใหญ่
สถานการณ์ทวีความเข้มข้นจนกลายเป็นการเผชิญหน้ากันอย่างเปิดเผย ระหว่างข้าราชการระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีกระแสข่าวสะพัดว่าฝ่ายรองผู้ว่าฯ ประกาศกร้าวก่อนหน้าว่าจะย้ายผู้ว่าฯ ออกจากพื้นที่ให้ได้ ความขัดแย้งที่ดุเดือดลุกลามจนนายกรัฐมนตรีต้องเรียกประชุมด่วน และในคืนวันนั้นเองก็ปรากฏคำสั่งฟ้าผ่า ย้าย 2 รองผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ในทันที
ครั้นวันรุ่งขึ้น มหาดไทย ย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดรายดังกล่าวออกจากพื้นที่ ให้มีตำแหน่งสูงขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่เหมือนลดชั้นจนไม่แน่ชัดว่าเพื่อลดทอนปมความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหรือคล้อยตามที่รองผู้ว่าลั่นวาจาไว้
ทว่าจุดพีคของสถานการณ์กลับมาปะทุซ้ำในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เมื่อคำสั่งช่วยราชการของปลัดจังหวัดคนดังกล่าวสิ้นสุดลงและถูกส่งตัวกลับคืนสู่พื้นที่เดิม แต่หลังจากกลับไปปฏิบัติหน้าที่ได้เพียงสองวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกเข้าจับกุมตัวปลัดจังหวัดรายนี้ทันที โดยระบุความเกี่ยวพันทั้งในคดีเรียกรับผลประโยชน์จากที่ดินริมชายทะเล และคดีขบวนการเรียกรับเงินเพื่อแก้ไขคะแนนสอบเข้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีมูลค่าความเสียหายในชั้นสอบสวนรวมสูงถึง 4,500 ล้านบาท ส่งผลให้มีการสั่งย้ายผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเข้ามาประจำกระทรวงตามมา
นอกจากนี้ ภายในรั้วมหาดไทยยังเกิดประเด็นร้อนแรงเมื่ออดีต 2 อธิบดีกรม ย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง ออกนอกเส้นทางเติบโตในรัฐบาลชุดก่อน คนหนึ่งคืนตำแหน่งอีกคนเกษียณและได้กลับเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะนักการเมืองเคียงกายรัฐมนตรี และเริ่มเตรียมใช้สิทธิทางศาลรวมถึงช่องทางกฎหมาย เดินหน้ายื่นฟ้องร้องย้อนหลังต่อการใช้อำนาจของกลุ่มอำนาจเดิมในอดีต
ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดอยู่แค่กระทรวงมหาดไทย ทว่าขยายตัวไปสู่กระทรวงเศรษฐกิจและขุมทรัพย์ระดับชาติ มีการปรับตำแหน่งส่งคนจากส่วนกลางเข้ามากุมบังเหียนกระทรวงพลังงานแทนกลุ่มเดิม พร้อมกับการใช้อำนาจจัดระเบียบบอร์ดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และรื้อโครงสร้างการบริหารโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เพื่อดึงอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดกลับคืนสู่ศูนย์กลางการบัญชาการของส่วนกลาง
ในขณะที่ภายในกำลังจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจและผลประโยชน์ ปัจจัยภายนอกประเทศก็เกิดสถานการณ์ซ้ำเติม เมื่อท่าอากาศยานเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ตรวจค้นแล้วจับกุมลูกเรือสาวสายการบินไทยลักลอบขนเฮโรอีนมูลค่ากว่า 11 ล้านบาทเข้าเมือง และถัดจากนั้นไม่นานยังสามารถจับกุมผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต้นทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้เพิ่มอีก 1 ราย กลายเป็นประเด็นฉุดรั้งภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยและการคัดกรองอย่างรุนแรง
จากลำดับข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ทั้งศึกเลื่อยขาเก้าอี้ระดับจังหวัด การโยกย้ายด่วนข้ามคืน ปมทุจริตสอบท้องถิ่นสี่พันกว่าล้าน การเตรียมยื่นฟ้องร้องย้อนหลัง การยึดคืนบอร์ดเมกะโปรเจกต์ระดับชาติ ตลอดจนคดีอื้อฉาวเรื่องยาเสพติดที่ซัดเข้ามาเป็นคบื่นยักษ์พร้อมกัน
ปรากฏการณ์เหล่านี้…กำลังสะท้อนภาพอะไรให้เราเห็น ?
แผนการยกระดับประเทศและการเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงหมุดหมายในการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) ของภูมิภาค จะเผชิญความยากลำบากและความท้าทายอย่างไร ?
ต่อจากนี้ ? .. เมื่อข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ปรากฏออกมาแล้ว คงต้องปล่อยให้ผู้อ่านทุกท่านไก้ใคร่ครวญพิจารณาและหาคำตอบด้วยมุมมองของตนเอง



