INSIDE INSIGHT | ชัยทัศน์
ประจำวันที่ 19 สิงหาคม 2569
ตลาดกาแฟไทย 6.5 หมื่นล้านบาทโตต่อเนื่อง ขณะที่ผลผลิตในประเทศอยู่เพียง 16,534 ตัน เมื่อเทียบกับการบริโภคเกือบ 1 แสนตัน โจทย์จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “ปลูกไม่พอ” แต่คือการจัดตำแหน่งประเทศไทยในห่วงโซ่กาแฟโลก
กลิ่นกาแฟที่ลอยอยู่ตามห้าง อาคารสำนักงาน และคาเฟ่ทั่วเมือง กำลังสะท้อนตลาดที่เติบโตเร็วกว่าฐานการผลิตของประเทศอย่างชัดเจน กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า คนไทยบริโภคกาแฟเฉลี่ยมากกว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี และมูลค่าตลาดกาแฟไทยในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.33% จากปีก่อน ขณะที่ผู้บริโภคยังขยับจากกาแฟสำเร็จรูปไปสู่กาแฟสดและกาแฟที่มีคุณภาพสูงขึ้น แต่เมื่อย้อนกลับไปดูต้นน้ำ ภาพกลับไม่ใหญ่ตามร้านกาแฟที่เพิ่มขึ้น สศก. คาดการณ์ปีเพาะปลูก 2568/69 ว่าไทยมีพื้นที่ให้ผลกาแฟ 183,842 ไร่ และผลผลิตเพียง 16,534 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.21% เท่านั้น
ช่องว่างนี้เห็นชัดขึ้นเมื่อเทียบกับการบริโภคภายในประเทศ ซึ่ง สศก. ประเมินไว้ที่ 99,646 ตันในปี 2569 เท่ากับว่าผลผลิตกาแฟในประเทศมีขนาดเพียงประมาณหนึ่งในหกของปริมาณการบริโภคที่ประเมินไว้ ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่ากาแฟทุกชนิดที่คนไทยดื่มต้องเป็นเมล็ดกาแฟไทยทั้งหมด เพราะห่วงโซ่กาแฟมีทั้งเมล็ดดิบ กาแฟคั่ว กาแฟสำเร็จรูป การแปรรูป และการนำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม แต่ภาพใหญ่ชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่สามารถพึ่งผลผลิตในประเทศเพียงอย่างเดียวได้
รายงานของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระบุว่า ในช่วงปี 2558–2568 ไทยยังนำเข้ากาแฟดิบและกาแฟคั่วประมาณ 44,000-62,000 ตันต่อปี และการบริโภคในประเทศอยู่ราว 100,000 ตันต่อปี นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “กาแฟไม่พอ” แต่เป็นคำถามว่า ประเทศไทยจะวางตัวเองตรงไหนในห่วงโซ่คุณค่าที่มีตั้งแต่ไร่กาแฟ โรงคั่ว โรงงานแปรรูป ไปจนถึงร้านกาแฟหน้าห้าง
เมื่อมองออกไปนอกประเทศ จะเห็นว่าประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ใช้กลยุทธ์ที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน บราซิลคาดว่าจะผลิตกาแฟปีการตลาด 2025/26 ประมาณ 65 ล้านกระสอบขนาด 60 กิโลกรัม ขณะที่เวียดนามคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 31 ล้านกระสอบ และข้อมูล USDA ประเมินผลผลิตกาแฟโลกปี 2025/26 ที่ราว 178.8 ล้านกระสอบ ขณะที่การบริโภคโลกอยู่ที่ประมาณ 173.9 ล้านกระสอบ ไทยจึงแทบไม่มีทางเลือกในการแข่งขันกับสองประเทศนี้ด้วย “ปริมาณ” แต่มีช่องทางอื่นที่น่าสนใจกว่า นั่นคือ คุณภาพ แหล่งกำเนิด การแปรรูป และมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นเกมที่ผู้ผลิตรายเล็กสามารถเล่นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ปลูกระดับมหาศาล
จุดนี้ทำให้คำถามเรื่อง “เกษตรกรไทยจนหรือไม่” ต้องเปลี่ยนเป็นคำถามที่ละเอียดกว่า เพราะข้อมูลล่าสุดไม่ได้สนับสนุนการเหมารวมเช่นนั้น ราคาที่เกษตรกรขายได้ในรูปสารกาแฟเฉลี่ยปี 2568 อยู่ที่ 187.54 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 52.4% จากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 123.01 บาทต่อกิโลกรัม ขณะเดียวกันแหล่งผลิตสำคัญของไทย ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ และชุมพร และโครงสร้างการผลิตแบ่งเป็นอาราบิกาประมาณ 67.46% และโรบัสตาประมาณ 32.54% ดังนั้นโจทย์ของเกษตรกรไม่ได้มีเพียง “ราคาขายต่ำ” แต่ยังรวมถึงผลผลิตต่อไร่ คุณภาพเมล็ด ต้นทุนการผลิต การเข้าถึงตลาด ความสามารถในการแปรรูป และอำนาจต่อรอง ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่า ราคาที่เพิ่มขึ้นจะกลายเป็นรายได้สุทธิของเกษตรกรได้มากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังมีโอกาสอีกด้านจากการเป็น “ผู้ใช้กาแฟ” ไปสู่การเป็น ผู้สร้างมูลค่าจากกาแฟ มากขึ้น ตัวเลขการค้าปี 2568 สะท้อนภาพนี้ได้ดี ไทยนำเข้ากาแฟประมาณ 744 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ส่งออกประมาณ 178 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นทั้งสองด้าน โดยตลาดนำเข้าสำคัญมาจากเวียดนาม มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น นี่หมายความว่าไทยไม่ได้อยู่แค่ปลายทางของเมล็ดกาแฟต่างประเทศ แต่กำลังมีบทบาทในธุรกิจแปรรูปและส่งออกด้วย แนวทางของประเทศที่ไม่ได้เป็นผู้ปลูกกาแฟรายใหญ่ เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และมาเลเซีย ก็ชี้ให้เห็นว่า การสร้างมูลค่าไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มจากการมีพื้นที่ปลูกมหาศาล หากสามารถสร้างความแข็งแรงในด้านการคั่ว การแปรรูป เทคโนโลยี แบรนด์ มาตรฐาน และตลาดได้
\ดังนั้น ภาพ “คนไทยคลั่งกาแฟ แต่คนปลูกแร้นแค้น” อาจเป็นพาดหัวที่สะดุดตา แต่ภาพเศรษฐกิจจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะตลาดกาแฟไทยกำลังโต ขณะที่ผลผลิตในประเทศยังเล็ก และเกษตรกรบางช่วงกลับได้รับราคาที่ดีขึ้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องตอบให้ได้จึงไม่ใช่เพียง “จะปลูกกาแฟให้มากขึ้นอย่างไร” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้กาแฟหนึ่งกิโลกรัมสร้างมูลค่าให้คนไทยได้มากขึ้นตลอดห่วงโซ่” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะในโลกกาแฟที่บราซิลและเวียดนามแข่งกันด้วยปริมาณ ขณะที่ตลาดโลกกำลังให้ความสำคัญกับคุณภาพและมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ไทยอาจไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ปลูกกาแฟมากที่สุด แต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นประเทศที่ ดื่มกาแฟเก่งที่สุด แต่สร้างมูลค่าจากกาแฟได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น และนั่นต่างหาก คือ “กับดักกาแฟ” ที่ประเทศไทยต้องแก้ให้ทันก่อนกลิ่นกาแฟในเมืองจะหอมกว่ารายได้ที่ย้อนกลับไปถึงต้นน้ำ
#ตลาดกาแฟไทย#มูลค่าจากกาแฟ#INSIDE INSIGHT#ชัยทัศน์วิเคราะห์#THAITRIBUNE#กาแฟสำเร็จรูป



