หน้าแรกINSIDE - INSIGHTน้ำท่วมใหญ่-ปัญหาตำรวจ !  “เขย่า”ความเชื่อมั่นทั้งมวลชนและกลไกรัฐ

น้ำท่วมใหญ่-ปัญหาตำรวจ !  “เขย่า”ความเชื่อมั่นทั้งมวลชนและกลไกรัฐ

เผยแพร่

spot_img

รัฐบาลกำลังยืนอยู่บนจุดเปราะบางของการบริหารประเทศ เมื่อสองวิกฤตรุนแรง อุทกภัยในหลายภูมิภาคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงชุมชนถูกตัดขาด—มาปะทะพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งสองประเด็นเร่งกดดันรัฐบาลจากคนละทิศ แต่ส่งผลสะเทือนร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกลายเป็นบททดสอบศักยภาพการบริหารที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของปี

                         น้ำท่วมในครั้งนี้สร้างความเสียหายวงกว้าง ทั้งบ้านเรือนที่ถูกกระแสน้ำพัดพัง ถนนจมอยู่ใต้น้ำ รวมถึงเหตุสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในหลายจังหวัด ผู้บาดเจ็บจำนวนมากยังต้องรอการเข้าถึงของหน่วยกู้ภัยและการช่วยเหลือจากรัฐ การตอบสนองของรัฐบาลจึงถูกจับตาเป็นพิเศษทั้งความรวดเร็ว ความพร้อม และความโปร่งใส ซึ่งล้วนเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในภาวะวิกฤตเช่นนี้

                        ขณะเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกและซับซ้อนกว่าทุกเหตุการณ์  ทั้งข้อกล่าวหาด้านผลประโยชน์ทับซ้อน การบังคับใช้กฎหมายที่ถูกตั้งคำถาม และความเคลื่อนไหวภายในที่สะท้อนรอยแตกลึกของด้านวินัยและการกำกับ หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการให้เกิดความชัดเจนและความรับผิดชอบได้ ความเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันรัฐอาจขยายตัวจนกระทบเสถียรภาพในระยะยาว

                       ในเวลาที่รัฐบาลต้องดับ “ไฟหน้า”  คือความเดือดร้อนและการสูญเสียชีวิตจากวิกฤตน้ำท่วม  และ “ไฟหลัง”คือแรงสั่นสะเทือนจากกลไกตำรวจ  ยังมีสัญญาณความตึงเครียดตามชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ต้องจับตาเพิ่มขึ้น ความเคลื่อนไหวตามแนวพรมแดนที่ปรากฏเป็นระยะอาจกลายเป็น “ไฟกองที่สาม” หากเกิดช่องว่างด้านความพร้อมของรัฐในช่วงที่รัฐบาลกำลังรับมือวิกฤตภายในประเทศอย่างหนัก

                      สถานการณ์ขณะนี้จึงเป็นการบริหารความเสี่ยงรอบทิศทางที่แทบไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาด ความสามารถของรัฐบาลในการจัดการทั้งความสูญเสียจากอุทกภัย ความโปร่งใสในสถาบันตำรวจ และความมั่นคงชายแดน จะเป็นตัวกำหนดอนาคตทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ

ข่าวล่าสุด

“ใข่ไก่”..แพง… แซงหน้า “นำ้มัน”   วิกฤตปากท้องชนกำแพงอำนาจ

ล่าสุดเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่งปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจาก 3.80 บาท เป็น 4.00 บาทต่อฟอง มีผลตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2569 ขณะที่ข้อมูลราคาขายปลีกที่อัปเดต 24 สิงหาคม พบว่าไข่เบอร์ 4 อยู่ราว 4.05 บาท และเบอร์ 3 ราว 4.35 บาทต่อฟอง

สะโตรก-“ภัยเงียบ” จากแรงขับ “หวาน-มัน-เค็ม”

ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เกิดขึ้นราว 1.5 แสน ถึง 250,000 รายต่อปี และคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งและโรคหัวใจตามบริบทปีนั้นๆ โดยมีผู้เสียชีวิตราว 30,000 - 50,000 คนต่อปี

 เรื่องสั้น   “คืน…ฝนตก”  | “ชัยทัศน์”

เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มก่อนจะสำลักไอเสียออกมาเป็นจังหวะสุดท้ายแล้วดับสนิทลง ท่ามกลางเสียงคำรามของท้องฟ้ากัมปนาททั่วหุบเขา “เอก” ทุบพวงมาลัยด้วยความโมโห เข็มความร้อนของรถคันเก่งพุ่งสูงจนมิดเกจ์แดงฉานเหมือนคำเตือนจากนรก

รัฐบาลเจอ “ศึกหนัก” ทั้งใน-นอกสภา ปมทุจริต-ฮั้ว สว.-เขากระโดง-ชายแดนใต้

สถานการณ์การเมืองไทยในห้วงเวลานี้กำลังทวีความร้อนระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากสารพัดปัญหารุมเร้า

ข่าวอื่นๆ

“ใข่ไก่”..แพง… แซงหน้า “นำ้มัน”   วิกฤตปากท้องชนกำแพงอำนาจ

ล่าสุดเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่งปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจาก 3.80 บาท เป็น 4.00 บาทต่อฟอง มีผลตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2569 ขณะที่ข้อมูลราคาขายปลีกที่อัปเดต 24 สิงหาคม พบว่าไข่เบอร์ 4 อยู่ราว 4.05 บาท และเบอร์ 3 ราว 4.35 บาทต่อฟอง

สะโตรก-“ภัยเงียบ” จากแรงขับ “หวาน-มัน-เค็ม”

ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่เกิดขึ้นราว 1.5 แสน ถึง 250,000 รายต่อปี และคร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเร็งและโรคหัวใจตามบริบทปีนั้นๆ โดยมีผู้เสียชีวิตราว 30,000 - 50,000 คนต่อปี

รัฐบาลเจอ “ศึกหนัก” ทั้งใน-นอกสภา ปมทุจริต-ฮั้ว สว.-เขากระโดง-ชายแดนใต้

สถานการณ์การเมืองไทยในห้วงเวลานี้กำลังทวีความร้อนระอุขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากสารพัดปัญหารุมเร้า