วันเสาร์, เมษายน 18, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHT“กับระเบิดฝังใหม่กับความจริงที่ต้องพูด”

“กับระเบิดฝังใหม่กับความจริงที่ต้องพูด”

เผยแพร่

spot_img

เหตุการณ์ทหารไทยขาขาดจากกับระเบิดในพื้นที่ชายแดนด้าน จว.สระแก้ว ไม่ใช่เพียงข่าวร้ายรายวัน ในสื่อต่าง ๆ อีกต่อไปแล้ว แต่นั่นคือ “จุดระเบิด” ทางการทูตที่ประเทศไทยไม่อาจเงียบเฉยได้อีก

หลังจากมีการตรวจสอบพื้นที่โดยหน่วยงานความมั่นคงของไทย พบว่ากับระเบิดที่ทําให้ทหารต้องสูญเสียอวัยวะ ไม่ใช่ของเก่าตกค้างจากสงคราม แต่ถูกฝังใหม่อย่างชัดเจน ซ่ึงขัดต่อหลักมนุษยธรรมและอนุสัญญาระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

กระทรวงการต่างประเทศของไทยจึงได้แสดงจุดยืนที่เด็ดขาด ด้วยการเชิญทูตทหารและผู้แทนการทูตของประเทศต่างๆ ที่มีสถานะในไทยมารับฟังข้อเท็จจริงและร่วมกันประณามการกระทําที่ฝ่าฝืน อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีเป้าหมายในการห้ามผลิต, ใช้, โอน หรือสะสมกับระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mines) อย่างเป็นระบบ

อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) เป็ นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลบังคับใช้ในปี 1999 มีประเทศภาคีมากกว่า 160 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยกําหนดห้ามการใช้ การผลิต การสะสม และการโอน กับระเบิดสังหารบุคคล พร้อมท้ังกําหนดให้แต่ละประเทศต้องทําลายกับระเบิดท่ีมีอยู่ และจัดการพื้นที่ปนเปื้อนให้สิ้น ซากภายในระยะเวลาที่กําหนด

การที่กับระเบิดถูกนํามาใช้ใหม่ในปี 2025 จึงเป็นการละเมิดอนุสัญญานี้อย่างชัดแจ้ง นําไปสู่คําถามสําคัญว่า “ใคร” คือผู้รับผิดชอบ และ “อะไร” คือคําตอบของกระบวนการยุติธรรมในระดับนานาชาติ

แน่นอนว่า ประเทศไทยในฐานะภาคีอนุสัญญาและผู้เสียหายโดยตรง มีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการแสดง ท่าทีทางการทูตอย่างแข็งขัน และสามารถดําเนินการตามช่องทางของสหประชาชาติหรือกลไกความม่ ันคงภูมิภาค ได้โดยชอบธรรม

ฝ่ายความม่ ันคงของไทยในหลายระดับ ได้แสดงจุดยืนร่วมกันว่าเหตุการณ์นี้ไม่สามารถเพิกเฉยได้ และต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดท้ังทางการทูตและทางยุทธศาสตร์

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะต้องดําเนินไปด้วยความยับย้ังชั่งใจ  ด้วยมิตรไมตรีของประเทศ ที่มีชายแดนต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกัน การปกป้ องอธิปไตยและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนก็เป็นภารกิจที่ไม่อาจประนีประนอมได้เช่นกัน ท่ามกลางเสียงประณามของคนรอบทิศ และวิพากษ์วิจารณ์ของหลายประเทศไทยยังยํ้าความจําเป็น ในการดํารงสัมพันธภาพทางการทูตในระดับ “สร้างสรรค์” และ “รักษาเสถียรภาพ” ตามครรลองสากลมาตลอดแต่ในขณะเดียวกัน  คนไทยหัวใจรักชาติกําลังจับตามองความตี่นตัวของกระทรวงการต่างประเทศที่จะเคลื่อนไหวอย่างจริงจังตอบโต้ให้ผู้กระทําผิดได้สํานึก ด้วยการ“เรียกทูตกลับประเทศ” อย่างเป็นทางการ การจะส่งสัญญาณชัดเช่นนี้ก็เพื่อบอกได้ว่า ประเทศไทยพร้อมจะ “กําหมัด”ทันที  เมื่อใครก็ตามละเมิดสัมพันธภาพสากลโดยบังอาจยํ่าเข้ามาในผืนแผ่นดินของเรา

ข่าวล่าสุด

สหรัฐฯ เตรียมคืนภาษี 1.66 แสนล้านดอลลาร์! หลังศาลฎีกาชี้คำสั่งภาษีผิดกฎหมาย

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วางแผนที่จะเริ่มใช้งานระบบสำหรับออกเงินคืนให้แก่ผู้นำเข้าชาวอเมริกันในวันจันทร์ที่ 20 เมษายน เป็นเงินจำนวน 1.66 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

เธอถูกแทง 30 ครั้งโดยชายสองคน แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ 

ขณะนอนจมกองเลือด เธอเขียนชื่อผู้ทำร้ายลงบนพื้นทราย จับศีรษะและลำไส้ไว้ด้วยกัน แล้วคลานไปยังถนนด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชีวิตรอด ในค่ำคืนหนึ่งของวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1994 หญิงสาววัย 27 ปีชื่อ อลิสัน โบธา (Alison...

ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจใหม่-จีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าสหรัฐฯ แล้ว 34% 

ตัวเลขขนาดเศรษฐกิจโลกในปีล่าสุดเผยภาพ “ความเป็นจริงใหม่” เมื่อจีนมีขนาดเศรษฐกิจตามกำลังซื้อใหญ่กว่าสหรัฐฯ ถึงหนึ่งในสาม และรัสเซียขยับขึ้นแซงทั้งญี่ปุ่นและเยอรมนี

เสียงใต้ ไม่ต้องการความรุนแรง

บอกเลยว่านี่คือการ "ดับเครื่องชน" ของแม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) ที่ดุเดือด มากครับ เหมือนเป็นการรวบยอดความอัดอั้นของฝั่งความมั่นคงแล้วสวนกลับ ใส่ฝั่งการเมืองแบบ "หมัดฮุค" เข้าเต็มเปา

ข่าวอื่นๆ

“ใคร?” คือเจ้าของตัวจริงธุรกิจท่องเที่ยวไทย !เปิดโครงสร้างนอมินี 4 แสนล้าน 

สถิติจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยยอดตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินีในปีที่ผ่านมาพุ่งสูงกว่า 16,000 ราย ใน 10 จังหวัดท่องเที่ยวหลัก

สงกรานต์ 2569 เมื่อ “ดีเซล 44 บาท” ทำงานแทนรัฐบาล

วิกฤตการณ์พลังงานที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 44.40 บาทต่อลิตรในช่วงสงกรานต์ปี 2569 กลายเป็นกลไกจำกัดการเดินทางที่ส่งผลรุนแรงยิ่งกว่าการรณรงค์ใดๆ ของภาครัฐ

“ฟรีวีซ่า 93 ประเทศ ดันเศรษฐกิจไทยฟื้น แต่ความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติท้าทายระบบคัดกรอง”

“สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime ) และ INTERPOL เริ่มสะท้อนแนวโน้มที่ต้องจับตา โดยระบุว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ มีการปรับรูปแบบและเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการไปยังประเทศที่มีมาตรการเข้าเมืองผ่อนคลายมากขึ้น