วิกฤตประชากรเสมือน เมื่อสถิติเลขหมายสะท้อนรอยรั่วความมั่นคงดิจิทัล
กสทช. เร่งล้อมคอกซิมม้าภายใต้ประกาศใหม่ ท่ามกลางความท้าทายของสแกมเมอร์ข้ามพรมแดน
สถานการณ์การถือครองเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย ณ ไตรมาสแรกของปี พศ. 2569 มียอดจดทะเบียนรวมทุกโครงข่ายพุ่งสูงถึงประมาณ 101.5 ล้านเลขหมาย ตัวเลขนี้สร้างความฉงนสงสัยเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรไทยที่มีเพียง 66.05 ล้านคน
ยิ่งเมื่อพิจารณาตามหลักประชากรศาสตร์ที่กลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางอีกนับล้านคนไม่ได้มีความจำเป็นในการเข้าถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ ข้อเท็จจริงนี้จึงบ่งชี้ถึงความผิดปกติของระบบการกระจายซิมการ์ด ซึ่งกลายเป็น “ช่องว่าง” ให้มิจฉาชีพนำไปใช้สร้างตัวตนเสมือนเพื่อหลอกลวงประชาชนจนกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นระดับชาติ
จากข้อมูลสถิติของสำนักงาน กสทช. และรายงานประจำปีของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ พบว่าจำนวนเลขหมายที่เปิดใช้งานอยู่ พุ่งสูงกว่าจำนวนคนไทยจริงเกือบ 40 ล้านเลขหมาย แม้ส่วนหนึ่งจะอธิบายได้ด้วยความต้องการใช้ซิมสำหรับอุปกรณ์ IoT หรือแท็บเล็ต แต่ส่วนต่างมหาศาลนี้กลับแฝงไปด้วยเลขหมายที่ไร้ตัวตนจริง ซึ่งเมื่อคำนวณจากสัดส่วนประชากรวัยแรงงานและวัยเรียนแล้ว อัตราส่วนการถือครองเฉลี่ยแทบจะเท่ากับ 2 เลขหมายต่อคน ซึ่งในความเป็นจริงประชาชนจำนวนมากยังคงใช้เพียงเลขหมายเดียวเป็นหลัก
มาตรการควบคุมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อ้างอิงตาม ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง การลงทะเบียนแสดงตนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งกำหนดให้ผู้ใช้บริการต้องลงทะเบียนด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกคือการใช้ “นอมินี” หรือการจ้างบุคคลอื่นมาลงทะเบียนแทน เพื่อให้ขั้นตอนทางกฎหมายดูสมบูรณ์ แต่ผู้ใช้งานจริงกลับเป็นกลุ่มสแกมเมอร์ที่ลักลอบนำซิมเหล่านี้ไปใช้ในทางมิชอบ
ในเชิงเทคนิค การแยกแยะระหว่างผู้ใช้ปกติกับมิจฉาชีพสามารถสังเกตได้จาก “พฤติกรรมการใช้งาน” โดยซิมที่เข้าข่ายสแกมเมอร์มักมียอดโทรออกสูงผิดปกติในระยะเวลาสั้นๆ โดยไม่มีพฤติกรรมการรับสายหรือการใช้อินเทอร์เน็ตที่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตปกติของผู้ใช้ทั่วไป
ข้อมูลเหล่านี้โอเปอเรเตอร์จะนำมาวิเคราะห์ร่วมกับพิกัดเสาสัญญาณบริเวณชายแดน เพื่อทำการระงับสัญญาณตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กระบวนการดังกล่าวมักทำได้เพียงไล่กวดตามหลังความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว
รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงได้บูรณาการร่วมกันภายใต้มาตรการเชิงรุกที่เรียกว่า “ระเบิด 4 ลูก” เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ ประกอบด้วย (1) “ตัดซิม” ระงับเบอร์ที่ถือครองเกิน 5-20 เบอร์ที่ยังไม่มายืนยันตัวตนตามกำหนด (2) “ตัดเสา” รื้อถอนเสาสัญญาณเถื่อนตามแนวชายแดนที่ส่งสัญญาณออกนอกประเทศ (3) “ตัดสาย” ควบคุมสายสื่อสารและไฟเบอร์ออปติกข้ามพรมแดนที่ไม่ได้ขออนุญาต และ (4) “ตัดบัญชี” อายัดบัญชีม้าที่ผูกกับเบอร์โทรศัพท์เหล่านั้นเพื่อตัดทางเดินเงิน
หากพิจารณาประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม รัฐบาลที่นั่นใช้ความเด็ดขาดในการสั่งปิดซิมที่ไม่สามารถระบุตัวตนที่แท้จริงได้ทันทีนับล้านเลขหมาย และมีการบังคับใช้กฎหมายที่ผูกหมายเลขโทรศัพท์เข้ากับฐานข้อมูลพลเมืองกลางอย่างเข้มงวด
ขณะที่ประเทศไทยแม้จะมีประกาศ กสทช. ออกมาควบคุม แต่การตรวจสอบในระดับตัวแทนจำหน่ายรายย่อยทั่วประเทศยังคงมีจุดรั่วไหลที่ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงซิมการ์ดจำนวนมากได้โดยง่ายกว่าประเทศที่มีระบอบการกำกับดูแลที่เข้มงวด
สำนักงาน กสทช. ได้รายงานผลความสำเร็จในการระงับเบอร์โทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายไปแล้วนับล้านเลขหมายตลอดปีที่ผ่านมา เพื่อแสดงถึงความพยายามในการจัดระเบียบตามนโยบายของรัฐ อย่างไรก็ดี ในมุมมองของผู้บริโภคกลับพบว่าสายเรียกเข้าจากมิจฉาชีพยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาโดยเน้นการระงับเลขหมายที่ปลายเหตุอาจไม่เพียงพอ ตราบใดที่ยังไม่มีระบบการติดตามความรับผิดชอบ
(Accountability) ของผู้ให้บริการอย่างเข้มข้นในกรณีที่มีการปล่อยให้หมายเลขที่ไม่ได้ยืนยันตัวตนจริงเข้าสู่ระบบ
การต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ในไทยไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของ “ธรรมาภิบาล” ในการบริหารจัดการทรัพยากรเลขหมาย รัฐต้องทบทวนว่ายอดจดทะเบียนเลขหมายที่สูงเกินจริงนั้นคุ้มค่าหรือไม่กับต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องแบกรับ หาก กสทช. และโอเปอเรเตอร์ไม่สามารถการันตี “ความสะอาด” ของหมายเลขโทรศัพท์ได้ ในอนาคตเบอร์โทรศัพท์อาจกลายเป็นเพียงช่องทางสื่อสารที่ไร้ความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในระยะยาวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
2569-05-27 “ชัยทัศน์”



