ผ่าวิกฤตสูญญากาศทีวีดิจิทัล 2572 ก่อนอธิปไตยสื่อไทยล่มสลายใต้เงา Big Tech ข้ามชาติ
ง้าง “ค้อน” นโยบายรัฐบาลขับเคลื่อน “ทั่ง” กลไก กสทช.
ผ่าวิกฤตสุญญากาศทีวีดิจิทัล 2572
ก่อนอุตสาหกรรมสื่อไทยล่มสลายและสูญเสียอธิปไตยทางข้อมูล
อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญในการนับถอยหลังสู่การสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการในปี 2572 ทว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็ว สำนักงาน กสทช. กลับยังไม่มีการประกาศแผนแม่บทหรือโรดแมปที่ชัดเจนพอจะสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการและบุคลากรในวิชาชีพ เสียงสะท้อนจากสมาคมทีวีดิจิทัลและคนในวงการระบุชัดเจนว่า ภาวะความไม่แน่นอนเชิงนโยบายกำลังปล่อยให้อุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนก้าวเข้าสู่สภาวะ “ล่มสลายอย่างช้า ๆ” (Slow Collapse) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางข้อมูลข่าวสารของประเทศ
จนถึงนาทีนี้ วงการสื่อไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องส่งสัญญาณเรียกร้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก้าวเข้ามาสวมบทบาทผู้ร่วมขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อกระตุ้นให้องค์กรกำกับดูแลเร่งออกมาตรการมารองรับสถานการณ์ ก่อนที่แพลตฟอร์มต่างชาติจะเข้ามาครอบงำพื้นที่สื่อสารของสังคมไทยอย่างสมบูรณ์
แนวทางสำคัญที่จะหยุดยั้งวิกฤตครั้งนี้ได้ คือยุทธศาสตร์ “ค้อนและทั่ง” ที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดย กสทช. ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการกำกับดูแลในมิติกฎหมายดั้งเดิม มาเป็น “ทั่ง” หรือรากฐานอันมั่นคงในการรองรับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ด้วยการเร่งกำหนดแนวทางหลังปี 2572 ให้มีความชัดเจน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนธุรกิจและการลงทุนระยะยาวได้อย่างมั่นใจ
ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอีต้องทำหน้าที่เป็น “ค้อน” เชิงนโยบายในระดับรัฐบาล คอยกระตุ้นและกระหนาบลงมาเพื่อขจัดความล่าช้าในระบบราชการ บีบให้กลไกการทำงานของรัฐขยับขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีทิศทางและทันท่วงที
เหลียวมองเวทีสากล ออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรได้ประกาศมาตรการปกป้องสื่อท้องถิ่นล่วงหน้าไปหลายปี โดยออสเตรเลียได้บังคับใช้กฎหมาย Prominence Framework เพื่อกำหนดให้ผู้ผลิตสมาร์ททีวีต้องจัดวางแอปพลิเคชันของสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นไว้บนหน้าจอหลักในตำแหน่งที่เห็นเด่นชัด ป้องกันไม่ให้อัลกอริทึมของ Big Tech บดบังสื่อกระแสหลัก แต่เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย กสทช. ยังคงอยู่ในกระบวนการศึกษาและพิจารณาของคณะอนุกรรมการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับสภาวะการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเพียงลำพัง จนเนื้อหาสาระและรายการเด็กที่มีคุณภาพแทบจะหายไปจากหน้าจอ เหลือเพียงรายการข่าวที่เน้นกระแสดราม่าและรายการพาณิชย์ขายสินค้าสุขภาพเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ
กระทรวงดีอี ต้องหันกลับมามีบทบาทในการใช้กลไกนโยบายระดับรัฐบาลกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัว ยกระดับประเด็น “อธิปไตยทางข้อมูลข่าวสาร” ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติผ่านคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อบีบให้ กสทช. ต้องรายงานความคืบหน้าเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร่วมมือกันใช้อำนาจตาม พรฏ.แพลตฟอร์มดิจิทัล ในการเจรจาต่อรองกับกลุ่มทุนเทคโนโลยีข้ามชาติเพื่อบังคับใช้กฎ Must Find ให้ได้อย่างจริงจัง เพราะหากปล่อยให้ กสทช. ดำเนินงานด้วยขั้นตอนระบบแบบเดิม อุตสาหกรรมทีวีไทยอาจกลายสภาพเป็นเพียงช่องทางสื่อสารที่ขาดขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีอาเซียนอย่างสิ้นเชิง
หากผ่าโครงสร้างและกลไกการทำงานออกดู จะพบว่าอุปสรรคที่แท้จริงคือ “ภาวะชะงันงันเชิงนโยบาย” (Policy Inertia) ภายในสำนักงาน กสทช. เอง ระเบียบที่มุ่งเน้นความปลอดภัยทางกฎหมายของเจ้าหน้าที่และการพิจารณาที่ต้องรอฉันทามติหลายขั้นตอน กำลังกลายเป็นตัวฉุดรั้งภาคเอกชนที่ต้องแบกรับสภาวะขาดทุนสะสมและการลดลงของเม็ดเงินโฆษณาในแต่ละวัน ยิ่งหน่วยงานรัฐขยับตัวล่าช้า เม็ดเงินลงทุนและบุคลากรที่มีศักยภาพของไทยก็ยิ่งไหลออกไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติมากเท่านั้น สะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบที่กลไกการกำกับดูแลก้าวตามหลังความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอยู่เสมอ
สิ่งที่น่ากังวลคือ ในขณะที่ผู้ประกอบการสื่อกำลังเผชิญวิกฤตสภาพคล่องอย่างรุนแรง ท่าทีของหน่วยงานกำกับดูแลกลับยังคงให้ความสำคัญกับขั้นตอนทางธุรการ เช่น การรอผลการศึกษาหรือการตั้งคณะทำงานชุดใหม่ การตอบสนองที่ขาดความเชื่อมโยงกับความเป็นจริงในโลกธุรกิจเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าผู้มีอำนาจยังประเมินความเสียหายเชิงโครงสร้างต่ำเกินไป โดยหลงลืมไปว่าสถานีโทรทัศน์ไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจ แต่คือพื้นที่สาธารณะทางปัญญาและเป็นที่พึ่งด้านข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือของประชาชนในยามที่สังคมเกิดวิกฤตข่าวปลอม
ความท้าทายที่แท้จริงนับจากนี้ จึงอยู่ที่น้ำหนักนโยบายของกระทรวงดีอี ว่าจะสามารถผลักดันและเปลี่ยนผ่านแผนงานบนหน้ากระดาษให้กลายเป็นการปฏิบัติจริงได้มากน้อยเพียงใด
กสทช. จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นให้ยุติการชะลอเวลา และหันมาร่วมมือปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติก่อนที่จะถึงปี 2572 เพราะหากทุกภาคส่วนยังคงนิ่งเฉย อนาคตของระบบนิเวศสื่อไทยคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และปล่อยให้แพลตฟอร์มข้ามชาติเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม โดยที่ประเทศไทยไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ ในเวทีโลกอีกต่อไป
2569-06-05 “ชัยทัศน์”



