ตั้งรับอุทกภัย “ลานิญา” La Nina ถล่มไทยลากยาวปลายปี
สทนช. งัดบิ๊กดาต้าสู้ฝนถล่มเมือง จับตามาตรการรัฐบาลจะ“รอดหรือร่วง” ..ในศึกรับมือน้ำหลาก
หากใครคิดว่าสภาวะ “เอลนีโญ” El Nino ที่แผดเผาประเทศไทยจนแห้งแล้งและร้อนระอุในช่วงที่ผ่านมาคือจุดสูงสุดของวิกฤตแล้ว ข่าวร้ายก็คือโลกกำลังเหวี่ยงขั้วภูมิอากาศเข้าสู่ปรากฏการณ์ตรงกันข้ามอย่าง “ลานีญา” La Nina เร็วกว่าที่คาดคิด
นักวิเคราะห์เตือนภัยว่า ลมแดดที่เพิ่งผ่านพ้นกำลังจะแปรเปลี่ยนเป็นมวลน้ำมหาศาลและภาวะ “พืชผลเสียหายจากน้ำท่วมฉับพลัน” ที่อาจลากยาวข้ามปี ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า แผนรับมือ 9 มาตรการของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่ชูเทคโนโลยีคลังข้อมูลน้ำแห่งชาตินั้น จะสามารถคุ้มครองปากท้องของประชาชนได้จริง หรือเป็นเพียงพิมพ์เขียวในห้องแอร์ ในขณะที่เกษตรกรและคนเมืองกำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงด้านอุทกภัยที่คาดเดาได้ยากที่สุดในรอบหลายปี
หากคิดว่าสภาวะ “เอลนีโญ” ที่แผดเผาประเทศไทยจนแห้งแล้งและร้อนระอุในช่วงที่ผ่านมาคือจุดสูงสุดของวิกฤตแล้ว ข่าวร้ายก็คือโลกกำลังเหวี่ยงขั้วภูมิอากาศเข้าสู่ปรากฏการณ์ตรงกันข้ามอย่าง “ลานีญา” เร็วกว่าที่คาดคิด ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่า ลมแดดที่เพิ่งผ่านพ้นกำลังจะแปรเปลี่ยนเป็นมวลน้ำมหาศาลและภาวะ “พืชผลเสียหายจากน้ำท่วมฉับพลัน” ที่อาจลากยาวข้ามปี ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า แผนรับมือ 9 มาตรการของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่ชูเทคโนโลยีคลังข้อมูลน้ำแห่งชาตินั้น จะสามารถคุ้มครองปากท้องของประชาชนได้จริง หรือเป็นเพียงพิมพ์เขียวในห้องแอร์ ในขณะที่เกษตรกรและคนเมืองกำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงด้านอุทกภัยที่คาดเดาได้ยากที่สุดในรอบหลายปี
ภาพจำของแดดมรณะและค่าไฟที่พุ่งกระฉูดในช่วงเอลนีโญยังไม่ทันจางหาย ประเทศไทยกลับต้องตั้งรับกับความชื้นแฉะของลานีญาที่เข้ามาทุบสถิติปริมาณน้ำฝนรายวันแทน ซึ่งความแปรปรวนระลอกนี้ไม่เพียงแต่ผลักดันให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักพุ่งสูงจนเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ลุ่มต่ำเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบสาธารณสุขในเขตเมืองจากการแพร่ระบาดของโรคที่มากับน้ำ เช่น ไข้เลือดออก และยังไม่นับรวมฝันร้ายของคนกรุงที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมขังรอการระบาย และการจราจรที่เป็นอัมพาตซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจปากท้องในครัวเรือน
เมื่อมองออกไปนอกเขตเมืองใหญ่ ภาคเกษตรกรรมที่เพิ่งบอบช้ำจากภัยแล้งของเอลนีโญ กลับต้องมาเจอแรงปะทะหนักหน่วงซ้ำสองจากมวลน้ำของลานีญา ปริมาณน้ำฝนที่หลากลงมาอย่างรวดเร็วและท่วมท้นในช่วงครึ่งหลังของปี จะทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำเกษตรกรรมกลายสภาพเป็นทะเลสาบ ส่งผลให้พืชเศรษฐกิจหลักทั้งข้าวนาปี อ้อย และมันสำปะหลัง ต้องจมอยู่ใต้น้ำจนเน่าเสียหาย ผลผลิตที่คาดว่าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญกำลังก่อตัวเป็น “Food Shock” หรือวิกฤตอาหารแพงเนื่องจากสินค้าเกษตรขาดตลาด ดันราคาพืชผักและอาหารสดในท้องตลาดให้พุ่งสูงขึ้น ซ้ำเติมหนี้สินเกษตรกรรายย่อยให้จมลึกลงไปอีก
กุญแจสำคัญในการต่อสู้กับมวลน้ำรอบนี้จะตกเป็นหน้าที่ของ สทนช. ในฐานะเสนาธิการร่วมที่พยายามปรับกระบวนทัศน์จากการตั้งรับมาเป็นการบริหารจัดการเชิงรุกผ่านยุทธศาสตร์ “ท่วมแก้แล้ง” โดยสั่งการให้กรมชลประทานเร่งพร่องน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำและทางน้ำสายหลักล่วงหน้าเพื่อรองรับน้ำใหม่ พร้อมจับมือกับภาคีเครือข่ายนำระบบแดชบอร์ดอัจฉริยะมามอนิเตอร์และบริหารจัดการประตูระบายน้ำแบบ Real-time
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงหาใช่ความล้ำสมัยของตัวเลขบนหน้าจอในกรุงเทพฯ แต่คือประสิทธิภาพในการส่งต่อข้อมูลเตือนภัยและแจ้งอพยพลงไปถึงมือชาวบ้านในระดับท้องถิ่นที่ยังคงมีความล่าช้า
เพื่อไม่ให้ความเสียหายลุกลามจนเยียวยาไม่ได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมกับหน่วยงานด้านเทคโนโลยีน้ำเร่งผลักดันนวัตกรรม “การเกษตรแบบเท่าทันภูมิอากาศ” (Climate-Smart Agriculture) สู่แปลงนาอย่างจริงจัง มีการออกประกาศปรับปฏิทินการเพาะปลูกใหม่เพื่อหลบเลี่ยงช่วงน้ำหลาก รณรงค์ให้เกษตรกรเลือกใช้สายพันธ์พืชที่ทนน้ำขัง รวมถึงการบริหารจัดการโครงสร้างระบบระบายน้ำในแปลงนาเพื่อลดการสูญเสีย ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะสัมฤทธิ์ผลได้ก็ต่อเมื่อรัฐสามารถสร้างแรงจูงใจ ให้ความรู้ และสนับสนุนเครื่องมือในการปรับตัวแก่เกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที
ทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน ต่างกำลังเผชิญชะตากรรมภายใต้เงาของลานีญาไม่ต่างกัน เวียดนามกำลังเผชิญกับพายุหมุนเขตร้อนที่พัดเข้าถล่มพื้นที่เกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ต้องยกระดับมาตรการเฝ้าระวังดินโคลนถล่มขั้นสูงสุด อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์กลับแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่เหนือกว่าด้วยระบบระบายน้ำอัจฉริยะและการออกแบบเมืองแบบ “City in a Garden” ที่มีพื้นที่ซับน้ำและอ่างเก็บน้ำกระจายอยู่ทั่วเมือง ทำให้พวกเขาสามารถบริหารจัดการน้ำฝนมหาศาลได้โดยแทบไม่กระทบต่อวิถีชีวิตคนเมือง สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงทางสภาพภูมิอากาศขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และการวางโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว
บทเรียนราคาแพงจากปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญาสลับขั้วในครั้งนี้ นักวิเคราะห์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงรายงานลมฟ้าอากาศรายวันอีกต่อไป แต่มันคือ “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ที่สามารถพังทลายระบบเศรษฐกิจและสาธารณสุขของประเทศได้ในพริบตา การปฏิรูปโครงสร้างการจัดการน้ำที่บูรณาการทั้งระบบอย่างยั่งยืน โปร่งใส และเท่าทันต่อโลกที่เปลี่ยนไป จึงเป็นทางรอดเดียวของประเทศไทยในการเผชิญหน้ากับศตวรรษแห่งความผันผวนนี้
2569-06-29 “ชัยทัศน์”



