ภาพลวงตา 6 หน่วยงานทุจริตสอบท้องถิ่น
พิสูจน์คำสั่ง “มท.1” ด้วยการจับกุมต่อเนื่อง ไม่ต้องรอสอบเสร็จ
มหากาพย์การทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นที่มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 4,500 ล้านบาท กำลังเดินเข้าสู่ตำรา “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าเมื่อครบกำหนด 7 วัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีขึงขังเด็ดขาด โดยประกาศนโยบายชัดเจนให้ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญากับสังคมว่าจะ “ไม่มีมวยล้มต้มคนดู” ทว่าในมิติของการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาเชิงรุก การระดมหน่วยงานตรวจสอบถึง 6-7 องค์กรลงพื้นที่สับหลีกหน้าเสื่อ พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนชุดต่างๆ กลับสวนทางกับหลักปราบปรามหน้างาน เพราะหัวใจของการพิสูจน์คำมั่นสัญญานั้น ไม่ใช่การตั้งโต๊ะสอบสวนภาพรวมอันเนิ่นนานจนคนโกงไหวตัวทัน แต่คือการทยอยออกหมายจับและควบคุมตัวผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่องทันทีจากพยานหลักฐานประจักษ์ที่มีอยู่แล้ว
เม็ดเงินมหาศาลกว่าสี่พันล้านบาทที่สะพัดอยู่ในขบวนการนี้ เกิดจากการเรียกเก็บหัวคิวจากผู้สมัครสอบในอัตราสูงถึงรายละ 300,000 ถึง 500,000 บาท แลกกับการการันตีผลสอบผ่าน 100% ซึ่งในทางสืบสวนสอบสวน เครือข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่เช่นนี้ ย่อมต้องมีกลไกเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กลุ่มโมเดลลิ่งคนเดินเงินในพื้นที่ ข้าราชการ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระบบ IT ของสถาบันที่จัดสอบ เพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลและทำการแก้ไขดัดแปลงคะแนนดิบจากน้อยให้กลายเป็นสอบได้ ซึ่งหลักฐานสำคัญเหล่านี้ทิ้งร่องรอยเอาไว้มากมาย ทั้งเส้นทางการเงินและข้อมูล Log File ในคอมพิวเตอร์
ข้อเท็จจริงที่หลบหนีไม่ได้ในคดีนี้ ที่พบก่อนแล้วคือพฤติการณ์ของอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตที่มีการเรียกเก็บเงินจากผู้สมัครสอบรายละ 300,000 บาท เพียงพอในการดำเนินคดี ครั้นต่อมาคืนเงินให้แก่ผู้สมัครยิ่งเขม็งเกลียวว่ากระทำผิดแน่ ในทางปฏิบัติของการสอบสวนคดีอาญาทั่วไปเพียงพอที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของฐานความผิดแล้ว
ประตูแห่งคดีอาญาถูกเปิดออกทันทีอย่างไม่อาจหมุนเวลากลับ และนี่คือสารตั้งต้นชั้นเลิศที่พนักงานสอบสวนสามารถใช้เป็นแกนหลักในการสอบเค้นและขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องรายต่อไปได้ทันที
ในภาคปฏิบัติของการทำคดีอาญา ยุทธวิธีที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของพนักงานสอบสวนคือ “การสืบสวนขยายผลจากการพบการกระทำความผิดที่ปรากฏชัดเจน” เพื่อเป็นหัวเจาะนำทางไปสู่ผู้กระทำความผิดรายอื่น ๆ ยิ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่มีผู้สมัครสอบจำนวนไม่น้อยกว่า 3,000 คน ยอมจ่ายเงินรวมกันจนเป็นมูลค่ามหาศาลเกือบห้าพันล้านบาท ย่อมหมายความว่าพนักงานสอบสวนมีบัญชีรายชื่อและกระดาษคำตอบของผู้สมัครเหล่านี้เป็นแผนที่นำทางอยู่แล้ว เมื่อการสืบสวนสอบสวน พบความผิดปกติของการแก้ไขคะแนนหรือเส้นทางการเงินโยงไปถึงใคร พนักงานสอบสวนตรวจสอบว่าเข้าองค์ประกอบของฐานความผิด ก็ย่อมมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในการจับกุมคุมขัง ได้อย่างต่อเนื่องเหมือนโดมิโน่ โดยไม่ต้องรอให้เสร็จสิ้นการสอบของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้น
การที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีแยกส่วนให้หลายหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบ และตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุด แม้จะดูเป็นการเอาจริงเอาจังเพื่อให้สอดรับกับเจตนารมณ์ที่มหาดไทยประกาศว่าจะ “ต้องสาวให้ถึงไอ้โม่ง” แต่อุปสรรคในทางปฏิบัติมักนำไปสู่ข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาในการทำงาน ซึ่งในที่สุดการอ้างว่ามีพยานหลักฐานจำนวนมาก มีผู้สมัครสอบที่ต้องสอบปากคำเป็นพันราย หรือต้องใช้เวลาตรวจพิสูจน์เอกสารคะแนนในห้องมั่นคงอย่างละเอียด มักทำให้คดีลากยาวจนเข้าข่าย “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้” กลายเป็นปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนพยานหลักฐานถูกบิดเบือน ทั้งที่ในความเป็นจริง หากหันมาเน้นการเดินหน้าคดีอาญาควบคู่กับการจับกุมต่อเนื่องจากจุดอดีตปลัดจังหวัดและรายชื่อในกระดาษคำตอบ ย่อมจะกวาดล้างผู้กระทำความผิดได้เป็นจำนวนมากและถึงตัวบงการใหญ่ได้รวดเร็วกว่า
ในส่วนของการจัดการข้าราชการหรือผู้สมัครสอบที่ทุจริตและได้รับการบรรจุแต่งตั้งเข้าทำงานไปแล้วนั้น กระบวนการทางกฎหมายปราบปรามการทุจริตได้วางช่องทางด่วนเอาไว้ชัดเจนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเมื่อพนักงานสอบสวนจับกุมคดีอาญาแล้วส่งสำนวนต่อให้คณะกรรมการ ปปช.ภายใน 30 วัน เมื่อไต่สวนจนมีการชี้มูลความผิด สำนวนไต่สวนก็ถือว่าเป็นสำนวนวินัยที่จะให้ต้นสังกัดได้พิจารณาให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก ได้ทันที พร้อมไปกับส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณาต่อในคดีอาญา แยกต่างหากจากบุคคลอื่น ๆ ที่กระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน
บทสรุปของมหากาพย์โกงเก้าอี้ท้องถิ่น 4,500 ล้านบาทในครั้งนี้ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับท่วงทำนองการแถลงข่าวที่ขึงขัง ดุดัน หรือความแน่นหนาพรั่งพร้อมเวรยาม รปภ.หน้าห้องมั่นคงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเด็ดขาดและรวดเร็วในการบังคับใช้กฎหมายอาญานำทาง
หากกระบวนการยุติธรรมเลือกเดินหน้าสืบสวนสอบสวนขยายผลและทำการจับกุมอย่างต่อเนื่องจากจุดอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ไล่ตรวจเอกสารคำตอบของผู้สมัครสอบทุกคนและผู้เข้าสอบตามบัญชีรายชื่อ ย่อมสามารถสาวไปถึงตัวการผู้บงการระดับสูงและเคลียร์เนื้อร้ายออกจากระบบราชการได้อย่างรวดเร็ว
การใช้หลักนิติธรรมที่เฉียบคม ทันเกม และไม่ปล่อยให้ขั้นตอนธุรการดึงเวลาจน “งาไหม้” ต่างหากที่จะเป็นหลักประกันความโปร่งใสและพิสูจน์ว่า นโยบาย “ปิดชื่อ-ถือพฤติกรรม” ที่พูดอยู่บ่อยหนของเจ้ากระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นการปราบปรามเพื่อความถูกต้องจริงโดยไม่มีมวยล้ม หรือเป็นเพียงถ้อยคำหรูที่ปล่อยให้เวลากลบฝังความจริงไปในที่สุด



