สัญญาณอันตรายโรงพยาบาลหั่นโควตาจ่ายยา
ห่วงซ้ำรอย “น้ำมันแพง” จนคลังยาว่างเปล่า..!
ท่ามกลางกองไฟสงครามในตะวันออกกลางที่โหมกระหน่ำจนดันราคาน้ำมันพุ่งสูง วิกฤติระลอกใหม่กำลังคืบคลานเข้าสู่ “ตู้ยา” ของคนไทย หลังพบสัญญาณโรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มปรับลดระยะเวลาจ่ายยาให้ผู้ป่วยเรื้อรังจาก 6 เดือนเหลือเพียง 3 เดือน แม้ อย. จะยืนยันว่าเป็นเพียงมาตรการ “ป้องกัน” เพื่อสำรองยาในระบบ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบยา และค่าขนส่งที่แพงขึ้น กำลังบีบคั้นความมั่นคงทางยาของประเทศให้เข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยง
หากรัฐบาลยังนิ่งนอนใจและไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน วิกฤติขาดแคลน“ยา” อาจกลายเป็นระเบิดเวลาลูกถัดไปต่อจากวิกฤติ “พลังงาน”
เมื่ออิสราเอลและอิหร่านประจันหน้ากัน สิ่งที่พุ่งตามขีปนาวุธคือค่าระวางเรือและค่าขนส่งทางอากาศ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ของไทย การที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นไม่ได้กระทบแค่ค่ารถไปโรงพยาบาลของผู้ป่วย แต่กระทบถึงต้นทุนการผลิตยาทั้งระบบ ตั้งแต่สารตั้งต้นที่เป็นเคมีภัณฑ์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์พลาสติก ทำให้ราคายาในตลาดโลกเริ่มมีความผันผวนอย่างรุนแรง
การที่สถานพยาบาลเริ่มจำกัดปริมาณการจ่ายยาให้ผู้ป่วยต่อครั้งลดลงครึ่งหนึ่ง คือการสะท้อนถึงสภาวะ “ตุนเพื่อรอด” ของฝั่งผู้ปฏิบัติงาน แม้หน่วยงานกำกับดูแลจะบอกว่ายังไม่ขาดแคลน แต่ในทางปฏิบัติ นี่คือการยอมรับโดยนัยว่าสายป่านของสต็อกยาเริ่มตึงตัว หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ การนำเข้าอาจเผชิญภาวะ “คอขวด” ที่เงินก็ซื้อเวลาไม่ได้
จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของความมั่นคงทางยาไทยคือการพึ่งพาวัตถุดิบยา จากต่างประเทศเกือบทั้งหมด เมื่อห่วงโซ่อุปทานโลกชะงัก การหวังพึ่งพาเพียงการผลิตในประเทศที่ยังไม่เต็มรูปแบบจึงเป็นความเสี่ยงสูง รัฐบาลต้องตระหนักว่ายาไม่ใช่สินค้าทั่วไปที่รอได้ แต่เป็น “ปัจจัยสี่” ที่มีผลต่อชีวิตคนในระดับวินาทีต่อวินาที
แม้ อย. จะชูเรื่องยาสมุนไพรในบัญชียาหลักเป็นเกราะป้องกัน แต่ความจริงที่น่ากังวลคือยาสมุนไพรยังไม่สามารถทดแทนยาเฉพาะทางสำหรับโรคซับซ้อน เช่น ยาโรคหัวใจ ยามะเร็ง หรือยาฆ่าเชื้อประสิทธิภาพสูง การสื่อสารว่าสมุนไพรคือทางออกหลักอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และอาจทำให้รัฐบาลละเลยการเร่งจัดหาหรือสำรองยาแผนปัจจุบันที่จำเป็นจริงๆ
การปรับนัดพบแพทย์จาก 6 เดือนเป็น 3 เดือน ไม่เพียงแต่สร้างความแออัดในโรงพยาบาล แต่คือการเพิ่มค่าใช้จ่ายการเดินทางของผู้ป่วยเป็นเท่าตัวในภาวะน้ำมันแพง นี่คือผลกระทบเชิงซ้อนที่รัฐบาลต้องเร่งหามาตรการเยียวยา เช่น การขยายระบบการรับยาใกล้บ้านหรือส่งยาทางไปรษณีย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคม
รัฐบาลต้องรีบจัดตั้ง “วอร์รูมความมั่นคงทางยา” เพื่อเจรจาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ และให้สิทธิประโยชน์ภาษีแก่ผู้นำเข้าวัตถุดิบยาเพื่อตรึงราคายาไม่ให้ดีดสูงตามค่าน้ำมัน อย่าปล่อยให้กลไกตลาดทำงานลำพังจนประชาชนเข้าไม่ถึงการรักษา และต้องเร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิต API ในประเทศอย่างจริงจังไม่ใช่แค่ในนาม
วิกฤติครั้งนี้คือบททดสอบว่ารัฐบาลจะสามารถ “อ่านเกมล่วงหน้า” ได้ดีเพียงใด ประสบการณ์จากโควิด-19 สอนเราแล้วว่าการรอให้วิกฤติมาถึงก่อนแล้วค่อยแก้ มีค่าใช้จ่ายเป็นชีวิตของประชาชน
บทเรียนจากวิกฤติพลังงานและน้ำมันที่ผันผวนจนเป็นภาระหนักในวันนี้ ควรเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่าการ “ตั้งรับ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อภาวะสุ่มเสี่ยงที่กำลังลุกลามสู่ระบบยาและเวชภัณฑ์ไทย เมื่อสัญญาณการจำกัดโควตาจ่ายยาเริ่มปรากฏชัด ภาครัฐจึงไม่ควรรอให้วิกฤติความมั่นคงทางยาซ้ำรอยปริศนาน้ำมันขาดแคลนและแพงเกินเอื้อม เพราะในขณะที่น้ำมันแพงเรายังพอเลือก “เดิน” แทนได้ แต่หากยารักษาโรคกลายเป็นสิ่งของที่เข้าถึงยาก ประชาชนย่อมไร้สิ้นหนทางที่จะก้าวเดินต่อ
การเร่งวางโครงสร้างป้องกันเชิงรุกก่อนที่สายป่านสาธารณสุขจะขาดผึง จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่มิอาจรอเวลาได้ เพราะในวันที่ชีวิตผู้ป่วยแขวนอยู่บนเส้นด้าย งบประมาณมหาศาลเพียงใดก็ไม่อาจแลกคืนลมหายใจที่สูญเสียไปเพราะความล่าช้าในการเตรียมการได้ทันท่วงที
2569-04-05 “ชัยทัศน์”



