วันเสาร์, เมษายน 4, 2026
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกINSIDE - INSIGHTสงคราม..ลามถึงระบบ “สาธารณสุขไทย”

สงคราม..ลามถึงระบบ “สาธารณสุขไทย”

เผยแพร่

spot_img

สัญญาณอันตรายโรงพยาบาลหั่นโควตาจ่ายยา 

ห่วงซ้ำรอย “น้ำมันแพง” จนคลังยาว่างเปล่า..!

                                ท่ามกลางกองไฟสงครามในตะวันออกกลางที่โหมกระหน่ำจนดันราคาน้ำมันพุ่งสูง วิกฤติระลอกใหม่กำลังคืบคลานเข้าสู่ “ตู้ยา” ของคนไทย หลังพบสัญญาณโรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มปรับลดระยะเวลาจ่ายยาให้ผู้ป่วยเรื้อรังจาก 6 เดือนเหลือเพียง 3 เดือน แม้ อย. จะยืนยันว่าเป็นเพียงมาตรการ “ป้องกัน” เพื่อสำรองยาในระบบ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบยา และค่าขนส่งที่แพงขึ้น กำลังบีบคั้นความมั่นคงทางยาของประเทศให้เข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยง 

                              หากรัฐบาลยังนิ่งนอนใจและไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน วิกฤติขาดแคลน“ยา” อาจกลายเป็นระเบิดเวลาลูกถัดไปต่อจากวิกฤติ “พลังงาน”

                             เมื่ออิสราเอลและอิหร่านประจันหน้ากัน สิ่งที่พุ่งตามขีปนาวุธคือค่าระวางเรือและค่าขนส่งทางอากาศ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ของไทย การที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นไม่ได้กระทบแค่ค่ารถไปโรงพยาบาลของผู้ป่วย แต่กระทบถึงต้นทุนการผลิตยาทั้งระบบ ตั้งแต่สารตั้งต้นที่เป็นเคมีภัณฑ์ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์พลาสติก ทำให้ราคายาในตลาดโลกเริ่มมีความผันผวนอย่างรุนแรง

                          การที่สถานพยาบาลเริ่มจำกัดปริมาณการจ่ายยาให้ผู้ป่วยต่อครั้งลดลงครึ่งหนึ่ง คือการสะท้อนถึงสภาวะ “ตุนเพื่อรอด” ของฝั่งผู้ปฏิบัติงาน แม้หน่วยงานกำกับดูแลจะบอกว่ายังไม่ขาดแคลน แต่ในทางปฏิบัติ นี่คือการยอมรับโดยนัยว่าสายป่านของสต็อกยาเริ่มตึงตัว หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ การนำเข้าอาจเผชิญภาวะ “คอขวด” ที่เงินก็ซื้อเวลาไม่ได้

                           จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของความมั่นคงทางยาไทยคือการพึ่งพาวัตถุดิบยา จากต่างประเทศเกือบทั้งหมด เมื่อห่วงโซ่อุปทานโลกชะงัก การหวังพึ่งพาเพียงการผลิตในประเทศที่ยังไม่เต็มรูปแบบจึงเป็นความเสี่ยงสูง รัฐบาลต้องตระหนักว่ายาไม่ใช่สินค้าทั่วไปที่รอได้ แต่เป็น “ปัจจัยสี่” ที่มีผลต่อชีวิตคนในระดับวินาทีต่อวินาที

                          แม้ อย. จะชูเรื่องยาสมุนไพรในบัญชียาหลักเป็นเกราะป้องกัน แต่ความจริงที่น่ากังวลคือยาสมุนไพรยังไม่สามารถทดแทนยาเฉพาะทางสำหรับโรคซับซ้อน เช่น ยาโรคหัวใจ ยามะเร็ง หรือยาฆ่าเชื้อประสิทธิภาพสูง การสื่อสารว่าสมุนไพรคือทางออกหลักอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และอาจทำให้รัฐบาลละเลยการเร่งจัดหาหรือสำรองยาแผนปัจจุบันที่จำเป็นจริงๆ

                         การปรับนัดพบแพทย์จาก 6 เดือนเป็น 3 เดือน ไม่เพียงแต่สร้างความแออัดในโรงพยาบาล แต่คือการเพิ่มค่าใช้จ่ายการเดินทางของผู้ป่วยเป็นเท่าตัวในภาวะน้ำมันแพง นี่คือผลกระทบเชิงซ้อนที่รัฐบาลต้องเร่งหามาตรการเยียวยา เช่น การขยายระบบการรับยาใกล้บ้านหรือส่งยาทางไปรษณีย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคม

                        รัฐบาลต้องรีบจัดตั้ง “วอร์รูมความมั่นคงทางยา” เพื่อเจรจาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ  และให้สิทธิประโยชน์ภาษีแก่ผู้นำเข้าวัตถุดิบยาเพื่อตรึงราคายาไม่ให้ดีดสูงตามค่าน้ำมัน อย่าปล่อยให้กลไกตลาดทำงานลำพังจนประชาชนเข้าไม่ถึงการรักษา และต้องเร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิต API ในประเทศอย่างจริงจังไม่ใช่แค่ในนาม

                      วิกฤติครั้งนี้คือบททดสอบว่ารัฐบาลจะสามารถ “อ่านเกมล่วงหน้า” ได้ดีเพียงใด ประสบการณ์จากโควิด-19 สอนเราแล้วว่าการรอให้วิกฤติมาถึงก่อนแล้วค่อยแก้ มีค่าใช้จ่ายเป็นชีวิตของประชาชน 

                       บทเรียนจากวิกฤติพลังงานและน้ำมันที่ผันผวนจนเป็นภาระหนักในวันนี้ ควรเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่าการ “ตั้งรับ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อภาวะสุ่มเสี่ยงที่กำลังลุกลามสู่ระบบยาและเวชภัณฑ์ไทย เมื่อสัญญาณการจำกัดโควตาจ่ายยาเริ่มปรากฏชัด ภาครัฐจึงไม่ควรรอให้วิกฤติความมั่นคงทางยาซ้ำรอยปริศนาน้ำมันขาดแคลนและแพงเกินเอื้อม เพราะในขณะที่น้ำมันแพงเรายังพอเลือก “เดิน” แทนได้ แต่หากยารักษาโรคกลายเป็นสิ่งของที่เข้าถึงยาก ประชาชนย่อมไร้สิ้นหนทางที่จะก้าวเดินต่อ

                       การเร่งวางโครงสร้างป้องกันเชิงรุกก่อนที่สายป่านสาธารณสุขจะขาดผึง จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่มิอาจรอเวลาได้ เพราะในวันที่ชีวิตผู้ป่วยแขวนอยู่บนเส้นด้าย งบประมาณมหาศาลเพียงใดก็ไม่อาจแลกคืนลมหายใจที่สูญเสียไปเพราะความล่าช้าในการเตรียมการได้ทันท่วงที

2569-04-05   “ชัยทัศน์”

ข่าวล่าสุด

วันที่ 3 เมษายน 2026 เป็นวันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday) หรือวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ( Holy Friday)

วันศุกร์ประเสริฐ (Good Friday) หรือวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ (Holy Friday) เป็นวันสำคัญทางศาสนาคริสต์ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ในตรีวารปัสคา (ก่อนวันอีสเตอร์) ของสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อระลึกถึงการตรึงพระเยซูที่กางเขน พระวรสารในสารบบระบุว่าพระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนในวันเตรียมวันสะบาโตซึ่งตรงกับวันศุกร์และกลับคืนพระชนม์ในเช้าวันอาทิตย์หลังจากนั้น  วันที่ 5 เมษายน...

จีนสร้าง “ประภาคารในอวกาศ” เครือข่ายดาวเทียมระบบนำทางด้วยแสง ป้องกันการรบกวนสัญญาณ GPS 100%

คณะนักวิจัยชาวจีนประกาศความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายดาวเทียม 11 ดวง เพื่อพัฒนาระบบนำทางด้วยแสง (Optical Navigation) ที่มีความแม่นยำสูงและป้องกันการรบกวนสัญญาณ (Jam-resistant) โดยออกแบบมาเพื่อให้บริการในพื้นที่ที่สัญญาณ GPS เข้าไม่ถึง หรือถูกรบกวนด้วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่โดรน รถยนต์ไร้คนขับ ไปจนถึงภารกิจสำรวจอวกาศ

บริการรถไฟขนส่งสินค้าทางรางแบบครบเส้นทาง จีน-ลาว-ไทย เปิดให้บริการแล้ว ส่งผลไม้สดจากอาเซียนสู่จีน

รถไฟขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ (cold-chain) จีน-ลาว-ไทย บรรทุกทุเรียนสดจากประเทศไทย ออกเดินทางเมื่อวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม2569 ถือเป็นการเปิดเส้นทางขนส่งข้ามพรมแดนใหม่สำหรับผลไม้

ดาไลลามะเรียกร้องสันติภาพในตะวันออกกลาง รัสเซีย และยูเครน

ผู้นำทางจิตวิญญาณของพุทธศาสนา ดาไลลามะ กล่าวว่า ความรุนแรงนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้นเท่านั้น และการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผ่านการเจรจาเท่านั้น ท่านจึงเรียกร้องให้เกิดสันติภาพในตะวันออกกลาง รวมถึงรัสเซียและยูเครนด้วย

ข่าวอื่นๆ

ผ่าทางตันชำแหละค่าการกลั่น 14 บาท ปลุก “ภาษีลาภลอย” กู้ซากกองทุนน้ำมัน

วิกฤตน้ำมันแพงปี 2569 กำลังเผยให้เห็นความลักลั่นของตัวเลข เมื่อค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14 บาทต่อลิตร สร้าง "กำไรส่วนเกิน" มหาศาลกว่า 1.8 พันล้านบาทต่อวันให้กลุ่มโรงกลั่น

รีดกำไรโรงกลั่นปลุก “ภาษีลาภลอย” แก้วิกฤตพลังงาน

ท่ามกลางสภาวะที่“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ติดลบพุ่งทะยานแตะ 4.7 หมื่นล้านบาท รัฐบาลภายใต้การนำของ คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

คดีเลือกตั้ง 246 เรื่อง เตรียมเขย่าโครงสร้างอำนาจรัฐบาลตั้งได้ แต่ความชอบธรรมยัง “รอคำตัดสิน”

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 2569 กำลังจะเผชิญ “แรงสั่นสะเทือนเงียบ” เมื่อข้อมูลจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุว่า มีคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งรวมอย่างน้อย 246 เรื่อง ซึ่งหลายคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา และอาจถูกส่งต่อไปยัง ศาลฎีกา ส่งผลให้สถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมดุลอำนาจในสภายังไม่อาจถือว่า “นิ่ง” ได้อย่างแท้จริง